Posted in ผีที่บ้านพักรถไฟ

ผีที่บ้านพักรถไฟ ตอนที่ 2

เขียนโดย อ.พราหมณ์เมศ วาสุเทพ

… ” ไขปมปริศนาวิญญาณหลอน “
————————————————————

ผมจึงเริ่มเล่าสิ่งที่ผมเห็นทั้งหมดในความฝันให้ไอ้โต๊ะฟังจนจบ พอไอ้โต๊ะได้ฟังเรื่องที่ผมเล่าให้มันฟัง ไอ้โต๊ะถึงกับอ้าปากค้าง ผมจึงถามมันไปว่า

” เฮ้ย มึงเป็นอะไรของมึงว่ะ ฟังแค่นี้ถึงกับอึ้ง ถึงกับอึ้ง ฮ่า ฮ่า ฮ่า ”
ผมอดหัวเราะไม่ได้ เมื่อเห็นไอ้โต๊ะมันทำหน้าตาตะลึงเหมือนมันเห็นผีกับผมด้วยอย่างนั้นแหละ

” ข้าก็ฝันเห็นผู้หญิงคนเดียวกับที่เอ็งเห็นนั้นแหละ แต่เค้าก็ไม่ได้มาร้ายอย่าที่เอ็งเจอนะ ”
ไอ้โต๊ะมันก็พูดขึ้นมาด้วยเสียงนิ่งๆ

” แล้วเอ็งเห็นเค้ามาอย่างไง ที่เอ็งบอกว่าเค้ามาดีนะ ”
ผมถามมัน ด้วยความที่ผมเองก็อยากรู้เรื่องในความฝันของมันเหมือนกัน แล้วไอ้โต๊ะก็เริ่มเล่าถึงสิ่งที่มันเห็นในความฝันของมัน

“ข้าก็ฝันเห็น ผู้หญิงคนที่เอ็งเห็นนั้นแหละ สวมเสื้อผ้าแบบเดียวกันเป๊ะเลย แต่เค้าก็มาดีนะ ไม่ได้หลอกอย่างที่เอ็งเห็น เค้าก็เข้ามาในมุ้ง ทีแรกก็มานั่งอยู่ข้างๆมาบอกว่าเค้าอยู่ที่บ้านนี้ พูดไปยิ้มไป หน้าตาก็สดใสดี ถึงจะดูรุ่นใหญ่ไปหน่อย แต่ก็สวยนะโว้ย สักพักก็ล้มตัวลงมานอนอยู่ข้างๆ และเค้าก็เริ่มเอาแขนมาโอบกอดข้า”

พอผมฟังมันเล่ามาถึงตอนนี้ ผมก็ขัดคอมัน

” ไอ้โต๊ะ เอ็งอย่าบอกนะว่าเอ็งฟาดผีอีนังนั้นไปแล้ว ”

” เอ็งจะบ้าเหรอ เอ็งฟังข้าเล่าให้จบก่อน ”
ไอ้โต๊ะสวนกลับขึ้นมาทันที ก่อนที่มันจะเริ่มเล่าเรื่องความฝันของมันต่อไป

” เออ แต่ตอนฝันเห็นผู้หญิงคนนี้นะ คุณพี่เค้าก็เอามือมาลูบคลึงๆ ของข้าเหมือนกันนะ ในฝันข้าเองก็รู้สึก
เหมือนเสียวๆ อยู่เหมือนกันล่ะว่ะ เหมือนกับคุณพี่แกจะฟันข้าอย่างนั้นแหละ แต่มันก็ยังไม่ทันจะมีอะไรกันนะโว้ย คุณพี่แกก็ชวนข้าไปอยู่ด้วย ”

มาถึงตอนนี้ ผมก็ขัดคอมันขึ้นมาอีก

” เล่าให้ตรงกับความจริงนะโว้ย ได้ผีเป็นเมียก็ไม่ต้องอายหรอก แค่ฝัน เอ็งจะต้องมาปิดอะไรว่ะ
ข้าก็ฝันอย่างงี้ออกจะบ่อยไป เอ็งรีบเล่ามาให้หมด อย่าเล่าข้าม ”

ไอ้โต๊ะมันก็สาธยายต่อไปอีกว่า

” จริงๆ ไม่ได้ฝันว่ามีอะไรกันจริงๆ แต่พอคุณพี่แกชวนข้าไปอยู่ด้วยนะ แกก็จูงมือข้าออกไปจากมุ้งเลย ข้ายังหันไปมองดูเอ็งอยู่เลย แล้วเอ็งก็นอนตะแคงหันหน้ามาบอกให้ข้าว่า ไปเลยไปเลย แต่พอข้าเดินลงบันไดไปกับพี่ผู้หญิงคนนั้น เอ็งก็แหกปากร้องจนข้าสะดุ้งตื่นมานี่ไง ”

พอผมฟังไอ้โต๊ะมันเล่าจบ ผมก็มานั่งประมวลเรื่องราวอยู่สักแป๊ปนึง แล้วก็ตอบกลับมันไปว่า

” ข้าว่าเอ็งโดนผีแม่หม้ายมาเอาตัวไปทำผัวแน่ๆ เลยว่ะ นี่เอ็งต้องขอบใจข้านะโว้ยที่ทำให้เอ็งตื่น ไม่งั้นเอ็งได้นอนไหลตายไปแล้ว เอ็งไม่เคยได้ยินเรื่องผืแม่หม้ายหรือว่ะ แถวอีสานผู้ชายแม่งตายกันเพรียบเลย ข้าว่านะ ไอ้ที่แม่งตายห่ากันไปนี่ คงเป็นแบบเอ็งเนี้ยแหละ เชื่อข้าดิ้”

ผมพูดจบ ไอ้โต๊ะมันก็ทำหน้าเจื่อนๆ เหมือนจะกลัว แล้วก็ตอบกลับมาว่า

“เอ็งก็พูดไปเรื่อย ผีแม่ม้งแม่หม้ายห่าอะไรของเอ็ง เลอะเทอะ ก็แค่ข้าฝันไป เอ็งก็พูดเกินจริง”

แล้วเราสองคนก็เก็บที่หลับที่นอนหมอนมุ้งกันเสร็จเรียบร้อย จากนั้นเราก็พากันเดินลงบันไดไปยังชั้นล่าง แล้วไอ้โต๊ะก็พูดขึ้นมาว่า

“เมื่อตอนที่แม่เค้าจะไปใส่บาตร แม่เค้าสั่งอะไรไว้ว่ะ เรื่องล้างหน้า แล้วเห็นมีเรื่องพระแม่คงคาอีก มันเกี่ยวอะไรกันด้วยว่ะข้าฟังแล้วมึนตึ้บ ไม่เคยรู้เรื่องเลย”

เท่าที่ผมจับสังเกตุแม่ไอ้ขวัญ แกก็เป็นคนไม่ค่อยพูดจาอะไรเยอะ ดูออกจะเป็นคนนิ่งเงียบด้วยซ้ำ เวลาจะเล่าเรื่องอะไรหรืออธิบายอะไรให้ใครฟัง ก็มักจะพูดเป็นคำสั้นๆ ไม่ค่อยมีรายละเอียด ผมเลยจึงต้องอธิบายต่อให้ไอ้โต๊ะมันฟัง ความว่า

” ถ้าเกิดว่าเราฝันร้ายนะ ตื่นเช้าขึ้นมาเราก็อย่าเพิ่งพูดกับใคร ให้ตักน้ำมาหนึ่งขึ้น จากนั้นก็เล่าความฝันให้น้ำในขันฟัง พอเล่าจบ เราก็เอ่ยขึ้นว่า หากเป็นเรื่องดี ก็ขอให้ได้แก่ตัวข้าพเจ้า แต่หากเป็นเรื่องร้าย ก็ขอให้พระแม่คงคา จงช่วยพาไปด้วยเทอญ… แล้วเราก็เอาน้ำในขันนั้นล้างหน้า จนน้ำหมดขัน เข้าใจรึยังล่ะ”

ผมก็อธิบายเคล็ดลับการแก้ฝันที่ผมเคยรับฟังมาจากพ่อผมให้มันฟัง เมื่อไอ้โต๊ะได้ฟังจบ มันก็ตอบกลับมาว่า

“ไม่ทันล่ะ ตื่นมาข้าก็คุยกับเอ็งจนไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ข้าไม่ทำตามหรอก เรื่องไร้สาระ”

ผมก็ตอบกลับมันไปสั้นๆว่า “ก็เรื่องของเอ็ง”

พอเราสองคนล้างหน้าล้างตาเสร็จได้สักพัก ผมก็ยืนดูฝูงปลาเงินปลาทองที่ไอ้ขวัญมันเลี้ยงไว้ในบ่อปูนกลมๆ
จริงๆไอ้บ่อปูนที่ว่านี้ มันก็ถังส้วมดีๆนั้นแหละครับ ส่วนไอ้โต๊ะก็เดินไปหยิบกีต้าร์ขึ้นมาเล่นก๊องแก๊งๆ เพราะคงไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี สักพักไอ้ขวัญก็เดินลงมาเข้าห้องน้ำ จากนั้นผมก็เดินเล่นออกไปทางหน้าบ้าน ก็เป็นเวลาที่พอดีกับแม่ไอ้ขวัญใส่บาตรเสร็จพอดี

” อ้าว แม่ยืนใส่บาตรตรงหน้าบ้านนี่เองหรือครับ ? ” ผมเอ่ยปากถามแม่ แล้วแม่ก็ยิ้มรับ แต่ก็ไม่ตอบอะไรกลับมา

จากนั้นสักพัก พวกเราสามคน ผม ไอ้โต๊ะ และไอ้ขวัญก็มารวมตัวนั่งๆนอนๆเถือกๆไถๆกันอยู่ที่พื้นกลางบ้าน
ไอ้ขวัญมันก็หยิบนาฬิกาข้อมือสายหนังยี่ห้อแซนดอชเรือนบางที่พ่อมันซื้อให้ มาขัดด้วยบาสโซ ผมกํบไอ้โต๊ะไม่รู้จะทำอะไรกัน ก็ได้แต่นั่งมองไอ้ขวัญมันขัดนาฬิกาของมันจนเงาแว๊ป ในใจก็อยากจะถามมันว่า มรึงจะขัดให้มันแว๊ปไปไหนว่ะ…

แล้วแม่ก็เอ่ยถามขึ้นมาว่าพวกเรากินอะไรกันรึยัง ไอ้ขวัญก็รีบชิงตอบออกมาว่า ยังเลย

แม่จึงเดินไปล้วงเงินจากในกระเป๋าตังค์ ส่งให้ไอ้ขวัญไปหาซื้ออะไรกินกันกับพวกเรา ผมเองรู้สึกกระดากและเกรงใจขึ้นมาทันที จึงกล่าวออกไปว่า

“ไม่เป็นไรครับ สักพักพวกผมก็จะกลับกันแล้วครับ” แล้วแม่ก็บอกให้ไอ้ขวัญออกไปซื้อปาท่องโก๋มากินกับ
โอวัลติน จนได้  พอเรากินอะไรในตอนเช้าเสร็จ แม่ไอ้ขวัญก็ถามผมขึ้นมาว่า

” เมื่อคืนฝันเห็นอะไร ถึงได้ร้องซะลั่น ไหนพอจะเล่าให้แม่ฟังได้มั้ย ? ” พอแม่ถามขึ้นมาอย่างนี้ ผมก็เล่าความฝันให้แม่ฟังอย่างละเอียด พอผมเล่าจบ ไอ้โต๊ะมันก็เล่าความฝันของมันที่มีเนื้อหาแตกต่างออกไปจากความฝันของผมให้แม่ได้ฟังต่อเนื่องกันไปทันทีเลย

พอผมกับไอ้โต๊ะเล่าเรื่องความฝันของเราทั้งคู่ให้แม่ฟังจบ แม่และไอ้ขวัญก็หันหน้ามามองหน้ากัน เหมือนราวกับว่ามีอะไรบางอย่างที่ทั้งคู่รู้แต่ไม่พูด  เราทั้งหมดตกอยู่ในความเงียบกันได้สักพัก ไอ้ขวัญก็หลุดปากออกมาด้วยน้ำเสียงที่เย็นๆ ว่า

” พวกเอ็งเจอดีเข้าแล้ว ”

พอไอ้ขวัญพูดจบ แม่ไอ้ขวัญก็ส่งเสียงเอ็ดสวนออกมาทันที เหมือนจะส่งสัญญาณว่าไม่ให้ไอ้ขวัญพูดอะไรต่อไปจากนี้ แล้วไอ้ขวัญก็ไม่ได้เชื่อแม่ของมัน มันวางนาฬิกาข้อมือที่มันกำลังนั่งขัดอยู่ แล้วลุกขึ้นเดินไปหยิบสมุดอัลบัมรูป ที่วางรวมอยู่กับของสัพเพเหระในตู้โชว์ไม้บานกระจก สมุดอัลบัมที่อยู่ในตู้ มันก็มีวางซ้อนๆกันอยู่หลายเล่ม

ไอ้ขวัญมันก็หยิบๆยกๆ เหมือนไม่ค่อยแน่ใจว่าจะหยิบสมุดเล่มไหนออกมาดี ครู่เดียวมันก็หยิบสมุดอัลบัมออกมาจากตู้สองเล่ม เล่มหนึ่งมันก็ยื่นให้แม่มัน ส่วนอีกเล่มหนึ่งมันก็เอามานั่งขัดสมาธเปิดหารูปอะไรของมันด้วยท่าทีที่ตั้งอกตั้งใจ มันพลิกหน้าไปมาสองสามที แล้วก็ยื่นอัลบัมเล่มในมือของมันให้ไอ้โต๊ะดู พร้อมกับพูดว่า

” คนนี้ใช่มั้ย ที่มาชวนเอ็งไปอยู่ด้วยเมื่อคืนนี้ ” พอไอ้โต๊ะเห็นรูปในอัลบัมเท่านั้นแหละ มันถึงกับสะดุ้งสุดตัว
พร้อมอุทานออกมาว่า … ” เ ฮ้ ย !! ”

ไอ้โต๊ะทำหน้าตาเลิกลั่ก แล้วก็พูดเสียงสั่นๆออกมาว่า

“ใช่เลย คนนี้แหละ คนในรูปนี้แหละ ใช่เลย !! ”

มันพูดขึ้นมาแบบนี้ เล่นเอาผมต้องพลอยตกใจกับมันไปด้วย ” ใครว่ะที่ว่าใช่ ใช่ ของเอ็งน่ะไอ้โต๊ะ ? ” ผมถามมันออกไป

ไอ้โต๊ะก็หันรีหันขวางเรียกให้ทุกคนเข้ามาดูรูปที่มันเอานิ้วจิ้มอยู่ ” ก็ผู้หญิงคนที่ข้าฝันเห็นเมื่อคืนไง ”

จากนั้นผมก็เขยิบเข้าไปดูรูปนั้นใกล้ๆ รูปนั้นเป็นรูปผู้หญิงหน้าตาดี เสื้อผ้าหน้าผมดูดี อายุอานามก็ประมาณไม่น่าเกินสามสิบ ผมเห็นผู้หญิงในรูปที่ไอ้โต๊ะชี้ให้ดูแล้วก็ไม่ได้รู้สึกอะไร ไม่ได้รู้สึกว่ามีความเหมือนอะไร ไม่ได้มีอยู่ในความทรงจำใดๆ เพราะผู้หญิงที่ผมเห็นในฝันนั้น ไม่ได้มาในรูปที่เป็นคนปกติ แต่กลับมาในรูปที่น่าสพรึงกลัว ซึ่งมันต่างจากที่ไอ้โต๊ะฝันเห็น ผมจึงเหลือบมองไปทางไอ้ขวัญ แล้วก็เห็นแต่มันนั่งก้มหน้าอมยิ้ม ในมือของมันก็ยังคงขัดนาฬิกาของมันต่อไป ไม่มีอาการตื่นเต้นไปกับไอ้โต๊ะให้เห็นเลยสักน้อย แต่พอผมหันมองไปทางแม่ที่นั่งอยู่บนโซฟา พร้อมกับอัลบัมรูปบนตักที่เปิดกางออก ผมเห็นแม่ตาแดงๆมีน้ำตาคลอๆอยู่ทำท่าเหมือนจะร้องไห้ แล้วแม่ก็เรียกให้ไอ้ขวัญเอาอัลบัมรูปทั้งสองเล่มไปเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย

จากนั้นแม่ก็ได้เล่าเรื่องราวของผู้หญิงในรูปภาพที่ไอ้โต๊ะและผมฝันเห็น ให้ฟังจับใจความได้ว่า

เมื่อราวสามสี่ปีที่แล้ว ผู้หญิงในรูปที่เราเห็นกันอยู่นี้ แท้จริงแล้วก็เป็นน้องสาวของแม่ไอ้ขวัญเอง ก็เท่ากับว่าเป็นน้าสาวของไอ้ขวัญ น้าสาวคนนี้ชื่อว่า สุจิตร เธอแต่งงานแยกเรือนไปอยู่ที่นครสวรรค์แต่งไปแล้วก็ไม่มีลูก ครั้นพอสามีเธอเสียชีวิตลงด้วยอุบัติเหตุ เธอจึงได้ย้ายมาพักอยู่กับครอบครัวไอ้ขวัญที่บ้านหลังนี้ โดยทีแรกก็ว่าจะอยู่ชั่วคราว หากได้งานทำก็จะแยกออกไปอยู่เอง แต่แล้วก็เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด น้าสุจิตรแกก็มาล้มป่วยด้วยโรคมะเร็งในลำไส้ แล้วรุกลามไปยังต่อมน้ำเหลือง แกก็เลยต้องอยู่ที่บ้านหลังนี้ น้าสุจิตรแกต้องเข้าๆออกๆ โรงพยาบาลเป็นว่าเล่น จนแพทย์ที่ให้การรักษาบอกให้ทำใจ อยู่ได้ไม่เกิน 1 เดือน สุดท้ายเธอก็ต้องมาจบชีวิตลงที่บ้านหลังนี้

ช่วงสุดท้ายก่อนที่น้าสุจิตรจะเสียชีวิตลง สภาพแกก็ดูย่ำแยลงไปเรื่อยๆ จากผู้หญิงที่สวยระดับนางงาม ก็ต้องมาผ่ายผอมลง ผิวไหม้เกรียม ผมร่วงทั้งหัว ลูกกะตาจมลึกอยู่ในกระบอกตา มองๆไปก็น่าสมเพชเป็นอย่างยิ่ง
น้าสุจิตรแกเดินไปไหนมาไหนไม่ไหวแล้วได้แต่นอนอยู่อย่างนั้นจนเป็นแผลกดทับ แกก็เลยต้องนอนอยู่ข้างล่างบนตั่งไม้ ที่ตอนนี้ย้ายขึ้นไปวางไว้ชั้นบน คนในบ้านก็ต้องสลับกันดูแลกันไปจนน้าสุจิตรแกสิ้นลม

แม่ไอ้ขวัญเล่าให้พวกเราฟังด้วยน้ำเสียงปนสะอื้นและน้ำตาที่คลอเอ่อสั่นริกๆอยู่ในดวงตาตลอดเวลา ดูอาการแล้วแม่แกคงเล่าเรื่องของน้าสุจิตรต่อไปไม่ไหว เลยเป็นการเปิดช่องให้ไอ้ขวัญได้เล่าเสริม ในเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากที่น้าสุจิตรเสียชีวิตแล้วขึ้นมาทันที ไอ้ขวัญมันเล่าให้ผมกับไอ้โต๊ะฟัง จับใจความได้ว่า

เมื่อปีที่แล้ว มีหลานสาวแม่คนหนึ่งซึ่งเป็นลูกสาวของน้องชายแม่ เดิมก็อยู่ที่ลำพูน เธอคนนี้ชื่อว่า ” พี่แอน ” เรียนจบ มศ. 5 จากโรงเรียนประจำจังหวัดลำพูน แล้วมาสอบติดที่วิทยาลัยครูพระนครบางเขน ถ้าย้อนเวลากลับไปสักสี่สิบปีที่แล้ว สถานศึกษาในระดับอุดมศึกษาตามภูมิภาคไม่ได้มีมากมายเหมือนอย่างสมัยนี้ ใครที่เป็นคนต่างจังหวัดแล้วได้มาร่ำเรียนในกรุงเทพฯได้ ก็จะเป็นเรื่องที่เชิดหน้าชูตาแก่พ่อแม่เป็นอย่างยิ่ง สมัยนั้นหอพักหญิงหายากจริงๆ มีจำนวนน้อยพี่แอนก็เลยต้องมาขออาศัยอยู่กับครอบครัวไอ้ขวัญก่อนในระยะแรก เพื่อรอห้องในหอพักของวิทยาลัยฯว่าง

ใจจริงแม่ไอ้ขวัญก็ไม่อยากให้พี่แอนไปพักที่หอพัก อยากจะให้พี่แอนพักอยู่ที่บ้านนี้ด้วยกัน เพราะมีข้อดีหลายอย่าง ประการแรกเลยคือไม่ต้องเสียค่าหอพัก และไม่ได้อยู่ไกลหูไกลตาผู้ใหญ่ อีกทั้งการเดินทางไปวิทยาลัยก็ไม่ยากลำบากอะไรนั่งรถเมล์สาย 59 ต่อเดียวก็ถึงเลย แต่พี่แอนก็ไม่ยอมรับข้อเสนอนี้ พี่แอนอ้างว่าพ่อแม่พี่แอนเกรงใจไม่อยากรบกวนคุณป้า แม่ก็เลยจัดที่พักให้พี่แอนให้ใช้ห้องโถ่งชั้นล่างเป็นที่พักไปพรางๆเป็นการชั่วคราวไปก่อน

พี่แอนเก็บเสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นไว้ในตู้พลาสติกแบบที่มีซิปรูดด้านหน้า ตั้งไว้ทางมุมด้านหลังใกล้ประตูทางเข้าออกด้านหลัง ส่วนเรื่องที่นอน แม่ไอ้ขวัญก็ให้พี่แอนนอนบนตั่งไม้ ซึ่งเดิมทีก็เคยเป็นที่นอนของน้าสุจิตร พี่แอนพักอยู่ที่นี่ได้สักระยะหนึ่ง ทุกๆวันเช้ามาพี่แอนก็ออกไปเรียนที่วิทยาลัยฯ ตกเย็นก็กลับมาบ้านกินข้าวกินปลากันตามปกติ

ช่วงหัวค่ำทุกคนในบ้านก็จะมารวมตัวกันนั่งเรียงแถวหน้ากระดาน เพื่อดูละครในทีวีกัน พอละครจบต่างก็แยกย้ายกันเข้านอน ทุกคนก็เดินขึ้นไปนอนข้างบนชั้นสอง ส่วนชั้นล่างก็มีพี่แอนนอนอยู่เพียงคนเดียว ทุกคืนก่อนนอน พี่แอนจะปิดประตูลงกลอนทั้งประตูหน้าและประตูหลัง เปืดไว้เพาะแต่หน้าต่างซึ่งมีมุ้งลวดเหล็กดัดพร้อมกับผ้าม่านผืนบางๆลายฉลุ ดูก็ปลอดภัยดี อีกทั้งอากาศก็ถ่ายเทดี แค่เปิดพัดลมไว้ไกลๆสักตัว ก็เย็นสบายเหมือนนอนห้องแอร์เลยทีเดียว

พอปิดไฟในห้องลง ก็ยังพอมีแสงสว่างจากไฟแสงจันทร์ริมทางสาดส่องลอดเข้ามาทางช่องหน้าต่าง
จึงทำให้ในห้องไม่ได้มืดสนิท หากได้หลับตาสักนิดนึงเพื่อให้สายตาได้ปรับตัว พอลืมตาขึ้นก็พอจะมองเห็นทุกอย่างในห้องได้

คืนนั้นพี่แอนอาศัยแสงจากไฟฉายกระบอกเล็กๆส่องอ่านหนังสือนิยาย เพราะเกรงใจไม่กล้าเปิดไฟ มัวแต่เพลินอ่านนิยายไปจนดึกดื่น พี่แอนรู้สึกง่วงขึ้นมาติดหมัดจึงซุกหนังสือนิยายไว้ใต้หมอน ก่อนจะปิดไฟฉายแล้วทิ้งหัวลงบนหมอน ในขณะที่เธอกำลังจะดิ่งหลับลงนั้น เธอก็ได้ยินเสียงเหมือนมีแมวเอาเล็บข่วนตะกุยอยู่ใต้หมอนที่เธอหนุนอยู่อย่างรุนแรง แม้นจะมีความง่วงมากสักแค่ไหน หากใครได้ยินเสียงประหลาดอย่างนี้เข้า ก็เป็นต้องสะดุ้งลุกขึ้นมาดูว่าเกิดอะไรขึ้นกันทุกคน

พี่แอนรุกขึ้นนั่งรวบรวมความกล้าแล้วยกหมอนขึ้นเปิดดู แต่แล้วเธอก็ไม่พบอะไร นอกจากหนังสือนิยายเล่มเดียว  เธอคิดว่าเธอคงหูแว่ว หรืออ่านนิยายจนประสาทเพี้ยนไป เธอจึงล้มตัวลงนอนลง แต่การล้มตัวนอนลงในครั้งนี้ต่างกับครั้งแรกเป็นอย่างมาก เพราะในใจของเธอในขณะนั้นมันเต็มไปด้วยความหวาดระแวงไปซะแล้ว เธอพยายามข่มตาให้หลับข่มใจไม่ให้กลัว แต่มันก็ไม่สามารถจะทำให้เธอหลับลงได้ เพราะมันยังมีเสียงคล้ายกับของมีคมที่กรีดอยู่ที่แผ่นไม้

เสียงที่เธอได้ยิน มันดังมาจากใต้ตั่งไม้ที่เธอนอนอยู่ เสียงกรีดนั้นมันดังทะลุผ่านแผ่นฟูกที่ปูรองนอน
เสียงนั้นมันเริ่มต้นตั้งแต่หัวนอนลากยาวอย่างช้าๆไปยังปลายเท้า พอเสียงมันลากไปจบจนถึงปลายเท้า มันก็ลากย้อนกลับขึ้นมาทางหัวนอนอีก วนไปวนมาอยู่อย่างนี้สักสองสามรอบ

ถึงแม้นจะเป็นผู้หญิงแต่พี่แอนก็ไม่ใช่คนขี้ขลาด เธอจึงกระโดดลงจากตั่งที่นอนแล้วคว้าไฟฉายที่อยู่ใกล้มือ คุกเข่าลงแล้วส่องไฟฉายไปยังใต้ตั่งที่เธอนอน ทันใดที่แสงไฟฉายสว่างขึ้น เธอก็เห็นผู้หญิงใบหน้าขาวซีดนอนหงายอยู่ใต้ตั่ง  หันหน้ามาฉีกริมฝีปากแสยะยิ้มอย่างเต็มที่ จนเห็นเหงือกและฟันที่ดำปี๋ไปหมดทั้งปาก

เพียงไม่กี่วินาทีพี่แอนก็กรีดร้องดังลั่นบ้าน เสียงกรี๊ดร้องแหลมๆดังยาวๆ อยู่ราวสามสี่กรี๊ด ก่อนที่จะฟุบหน้าสลบลงอยู่ตรงนั้น แม่ไอ้ขวัญเป็นคนหูไว สะดุ้งตื่นเป็นคนแรกเมื่อได้ยินเสียงของพี่แอนที่กรีดร้อง แม่รีบวิ่งลงบันไดมา แต่ก็ไม่สามารถเปิดประตูหลังบ้านได้ เพราะพี่แอนได้ลงกลอนประตูไว้

แม่จึงให้ไอ้ขวัญปีนลงจากหน้าต่างชั้นสองทางด้านหน้าบ้าน แล้วเอื้อมมือเข้ามาปลดกลอนจากด้านในของประตูหน้าบ้าน

มันเป็นเทคนิคพิเศษที่ทั้งบ้านมีไอ้ขวัญเพียงคนเดียวที่ทำได้ ทันทีที่แม่ไอ้ขวัญสามารถเข้าบ้านได้ แม่ก็ตรงเข้าไปโอบกอดร่างของพี่แอน แล้วเขย่าร่างนั้นพร้อมกับพูดว่า อย่าเป็นอะไรนะลูกนะ อย่าเป็นอะไร ป้าผิดเองป้าผิดเอง

แม่ไอ้ขวัญพูดอยู่แต่ประโยคนี้วนๆ ไป เป็นสิบๆ รอบ จนพี่สาวไอ้ขวัญนำผ้าขนหนูชุบน้ำเย็นมาลูบที่หน้าพี่แอน

แต่พี่แอนก็ยังไม่รู้สึกตัว สักพักพี่สาวไอ้ขวัญก็ทำท่าตกใจตาทะลึงอ้าปากค้าง ตะลึงในสิ่งที่เธอได้มองเห็น……..
……………………………………………………………..

พี่แอนจะเป็นอย่างไร พี่สาวไอ้ขวัญมองเห็นอะไร ?… โปรดติดตามตอนต่อไป…

Share good thing with:

Author:

ชีวิตคือความหลากหลายในทุกมิติที่ลงตัว

Leave a Reply