Posted in ผีที่บ้านพักรถไฟ

ผีที่บ้านพักรถไฟ ตอนที่ 1

เขียนโดย อ.พราหมณ์เมศ วาสุเทพ

… คืนนี้ ฉันสาบานว่าจะไม่นอน …

ผู้หญิงคนนั้น อยู่ในชุดเสื้อผ้าแบบบ้านๆ
ใส่เสื้อเชิ้ตผู้ชาย ตัวหลวมโคล่งๆ นุ่งผ้าถุง
ปล่อยผมสยายพองฟูฟ่อง ดูไม่เป็นทรง
ตอนสมัยที่ผมเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้นที่โรงเรียนหอวัง จัดว่าเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดช่วงหนึ่ง
สมัยนั้นยังไม่มีห้างเซ็นทรัลลาดพร้าวหรอกครับ พื้นที่ตั้งของห้างเซ็นทรัลในปัจจุบัน
ยังคงเป็นพงป่าหญ้ารูปสามเหลี่ยมชายธง มีต้นตาลยืนตระหง่านอยู่สองต้น และอีกด้านหนึ่งของโรงเรียนก็มีต้นตาลสูงขึ้นอยู่อีกหนึ่งต้น จนมีร้านอาหารมาตั้งอยู่ ชื่อร้าน ” ตาลเดี่ยว ” ชาวบ้านแถวนั้นเล่าให้ฟังว่า แถวปากทางลาดพร้าวนี้ เคยมีต้นตาลขึ้นอยู่ทั่วไป

เพราะสมัยก่อนแถวนี้ยังทำนากันอยู่ กินพื้นที่กว้างยาว ยันไปจนถึงทุ่งบางกะปิ จึงมีต้นตาลขึ้นอยู่ทั่วไป
แต่ปัจจุบันก็เหลือเท่าที่เห็นนี่แหละ

ผมเองในสมัยนั้นก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกับวัยรุ่นทั่วๆ ไป คือถ้าไม่เล่นกีฬา ก็ต้องบ้าดนตรี ส่วนเรื่องกินเหล้าสูบบุหรี่มันก็มีบ้าง

ด้วยความอยากรู้อยากลองไปตามประสาวัยรุ่น บางครั้งผมก็แอบไปสูบบุหรี่ในห้องน้ำชาย แอบไปกินเหล้ากับเพื่อนที่เกเรบ้าง ดูมันก็เท่ห์ดี แต่ผมไม่ได้เป็นเด็กใจแตกที่จะไปหลงกับเรื่องเหล่านี้ ประกอบกับเพื่อนในกลุ่มกินเหล้าสูบบุหรี่ก็ดูจะเป็นเด็กที่เกเรมากเกินไป

มาวันหนึ่ง ไอ้โต๊ะเพื่อนร่วมชั้นเรียนมันเข้ามาถามผมว่า
” เอ็งเล่นกีต้าร์เป็นมั้ยว่ะ ? ” ผมก็ตอบกลับไปว่าเล่นเป็น ไอ้โต๊ะมันเลยดึงผมเข้ากลุ่มเพื่อนที่เล่นดนตรีในเย็นวันนั้นเลย

ผมจึงหันมาเลือกคบเพื่อนที่เล่นดนตรี คบอยู่ได้สักหนึ่งเทอม ผมก็เริ่มให้ความสนิทสนมกับเพื่อนกลุ่มใหม่นี้มากขึ้น

ทุกวันเมื่อเลิกเรียน ผมกับเพื่อนๆก็จะซ้อนมอเตอร์ไซด์กันไปซ้อมดนตรีกันที่บ้านไอ้ขวัญ ในเขตบ้านพักรถไฟ กม. 11

หลายคนอาจจะไม่คุ้นเคยกับคำว่า ” กม. 11 ” กันเท่าไหร่นัก

ที่ กม. 11 นี้ เป็นนิคมรถไฟที่มีความสำคัญจุดหนึ่ง เป็นจุดที่มีการสับเส้นทางรางรถไฟให้แยกไปในหลายเส้นทาง แต่ก่อนยังเคยมีสถานีพหลโยธินไว้เพื่อขนถ่ายสินค้า แต่ปัจจุบันถูกยกเลิกไปแล้ว คงเหลือให้เห็นแต่เพียง สนามกอล์ฟ บ้านพักรถไฟและโรงงานซ่อมหัวรถจักร

เพื่อนๆผมในกลุ่มก็จะมีกันอยู่ 5 คน เวลาเราไปไหนมาไหน เราก็จะไปกันโดยอาศัยรถมอเตอร์ไซด์ 2 คัน
คันหนึ่งเป็นรถวิบาก MTX ของไอ้ขวัญ คันนี้ไอ้เจ้าขวัญจะเป็นคนขับแล้วไอ้ติ๊ก จะเป็นคนซ้อน
ส่วนอีกคันหนึ่งเป็นรถยี่ห้อแลมเบ๊ตต้า มอเตอร์ไซด์คันเก่าคร่ำคร่า แต่ก็ยังใช้งานได้ดีอยู่ถึงแม้นจะมีอาการหัวเทียนบอดอยู่บ่อยๆ

แลมเบ๊ตต้าคันนี้มันเป็นของเจ้าหน่อง
รถคันนี้ถึงมันจะแก่ แต่พวกเราก็ยังได้ใช้งานมันแบบซ้อนสามกันอย่างนี้โดยตลอด
ผมกับไอ้หน่องและไอ้โต๊ะ จะผลัดกันขับผลัดกันซ้อนสลับกันไปอย่างนี้เป็นประจำ ทั้งกระเป๋าเรียนทั้งกีต้าร์พะรุงพะรังกันไป จนเป็นภาพที่ผู้คนแถวๆนั้นเค้าเห็นกันชินตาไปแล้ว

ปกติผมและเพื่อนๆ จะไปซ้อมดนตรีกันที่บ้านของไอ้ขวัญ เพราะแม่ของมันเป็นคนใจดี ส่วนพ่อของมันก็เป็น พขร. ( พนักงานขับรถไฟ ) จึงไม่ค่อยได้อยู่บ้าน พวกเราจึงซ้อมดนตรีได้อย่างสนุกสนาน แบบไม่ต้องเกรงใจใคร  แถมแม่ของไอ้ขวัญ ก็ยังทำอาหารเลี้ยงพวกเราในทุกๆครั้งที่พวกเราไปกัน

มีอยู่วันหนึ่งเป็นวันศุกร์ พรุ่งนี้ไม่ต้องไปโรงเรียน พวกเราก็จึงซ้อมดนตรีกันอย่างเมามันส์ติดลมกันไปจนถึงค่ำมืด  แม่ไอ้ขวัญก็ถามกับพวกเราว่า

” มืดค่ำแล้วไม่กินข้าวกินปลากันรึไง ? ”

ไอ้ติ๊กมันเป็นเด็กหัวดี มันก็เอาข้อศอกกระทุ้งผมแล้วบอกกับผมว่า ” แม่เค้าไล่พวกเราแล้ว บอกพวกเราให้กลับกันเถอะ ”

สักพักพวกเราก็ช่วยกันเก็บของเตรียมตัวแยกย้ายกันกลับบ้าน ผมเหลือบมองเห็นไอ้โต๊ะมันทำหน้าเศร้าๆเหมือนมีอะไรในใจ

ไอ้โต๊ะมันเป็นเด็กบ้านแตกเป็นเด็กมีปัญหา ผมเป็นเพื่อนที่สนิทกับมันมากที่สุด มันมีอะไรก็จะเล่าให้ผมฟังทุกเรื่อง มันเป็นมือกีต้าร์และนักร้องนำที่ใส่อารมณ์ได้อย่างก๊ะนักร้องมืออาชีพ สร้างความสนุกสนานให้กับเพื่อนๆ  ได้ทุกครั้งที่มันได้แหกปากร้องเพลงและวาดลวดลายไปตามประสาของมัน เพื่อนๆ มักจะตั้งคำขวัญประจำตัวให้มันว่า “ฝีมือ 30 เปอร์เซนต์ การแสดงออก 150 เปอร์เซนต์ ”

ถึงแม้นว่ามันจะเป็นคนที่สร้างความบันเทิงให้เพื่อนได้ในภาพรวม
แต่ในสายตาของผมนี้ ไอ้โต๊ะมันเป็นเพื่อนที่น่าสงสารที่สุดคนหนึ่งครับ

” ไม่อยากกลับบ้านเลยว่ะ ” ไอ้โต๊ะมันเอ่ยขึ้นมาให้ผมได้รับรู้ ในขณะที่มือกำลังรวบเก็บหนังสือเพลง ผมก็เข้าใจมันนะ ผมเลยเปรยออกไปบ้าง โดยที่ไม่ได้มองหน้ามัน
” ถ้าไม่อยากกลับ เอ็งก็นอนมันซะที่นี่เลยซิ ” พอไอ้โต๊ะมันได้ยิน มันก็สวนกลับมาทันทีเลยว่า
” เอ็งนอนเป็นเพื่อนกับข้าด้วยมั้ยล่ะ ? ”

แม่ไอ้ขวัญก็เปรียบเสมอแม่คนที่สองของพวกเรา หลังจากที่จบมื้ออาหารเย็นลงแล้ว แม่ไอ้ขวัญถามเราว่า

” ตกลงจะนอนที่นี่กี่คน แม่จะได้เตรียมปูที่นอนให้ ”
จบคำถามของแม่ ไอ้ขวัญก็ตอบคำถามแทนไปว่า มีผมกับไอ้โต๊ะสองคน สักพักแม่ก็เดินขึ้นไปบนชั้นสอง

บ้านพักรถไฟที่ กม.11 นี้ สมัยนั้นก็จะปลูกเป็นเรือนแถวไม้สองชั้น ปลูกติดกันไปเป็นพืด ช่วงละประมาณ 6-7 หลัง  บ้านพักเรือนแถวไม้เหล่านี้ อายุน่าจะมากว่าผมในตอนนั้นอย่างแน่นอน บ้านที่นี่ก็สร้างแปลกๆ บันไดขึ้นชั้นสองกลับอยู่ด้านนอก ไม่ได้อยู่ในตัวบ้าน ต้องเดินออกประตูหลังไปนอกตัวบ้าน ถึงจะเดินขึ้นบันไดไปสู่ชั้นสองได้ ใต้บันไดก็มีประตูทางเข้าห้องน้ำ ไม่มีประตูเข้าห้องน้ำจากในตัวบ้าน ใครจะใช้ห้องน้ำก็ต้องออกมาเข้าจากทางนอกบ้านเช่นกัน

สุดพื้นที่หลังบ้านก็เป็นรั้วไม้ตีโปร่งๆ มองเห็นบ้านอีกหลังที่หันหลังบ้านชนกัน ก็ดูโปร่งโล่งสบายดี ไม่อึดอัด
แน่นอนครับ บันไดอยู่กลางแจ้งไม่มีหลังคา ตากแดดตากฝนอยู่อย่างนั้น คือถ้าวันไหนฝนตกก็ต้องกางร่มเดินขึ้นไปนอนกัน

แม่ไอ้ขวัญเดินลงมาจากชั้นบน ก็บอกให้ผมกับไอ้โต๊ะไปอาบน้ำอาบท่า เพราะแม่ได้ปูที่นอนให้เราสองคนเรียบร้อยแล้ว

ส่วนไอ้ติ๊ก กับไอ้หน่อง หลังจากที่ได้ฟาดข้าวเย็นฟรีไปเรียบร้อยก็ขอตัวกลับ ไอ้ติ๊กบ้านมันอยู่เตาปูน ทางเดียวกับไอ้หน่องที่บ้านอยู่ริมคลองเปรมฯบางซื่อ มันสองคนก็ขี่มอไซด์คันเก่าๆของมันกลับกันไป

โดยปกติที่บ้านไอ้ขวัญ ถ้าวันไหนพ่อมันไปขับรถไฟ ก็จะมีคนอยู่แค่ 3 คน คือแม่ พี่สาวคนโตและไอ้ขวัญน้องชายคนเล็ก พอละครในทีวีจบลงก็ได้เวลานอน ทุกคนก็ย้ายขึ้นกันไปนอนยังชั้นสอง ผมกับไอ้ขวัญไอ้โต๊ะตามขึ้นไปเป็นสามคนสุดท้าย

พอเราเดินผ่านประตูหลังออกไป ไอ้ขวัญก็เอาแม่กุญแจมาล็อคประตูหลังไว้ เพื่อไม่ให้คนสามารถปีนเข้ามา
ขโมยของในชั้นล่างได้

พอเราสามคนเดินขึ้นมาถึงชั้นบน

ผมก็เห็นมีมุ้งหลังใหญ่กางอยู่กลางห้องโถงโล่งๆ ไอ้ขวัญมันบอกกับเราสองคนก่อนที่มันจะปิดไฟ แล้วเดินเข้าห้องไปว่า ” เอ็งสองคนนอนกันตรงนี้แหละ พรุ่งนี้เช้าเจอกัน ”

ผมกับไอ้โต๊ะก็มุดมุ้งเข้าไปนอน อากาศก็เย็นๆ แต่ไม่ถึงกับหนาวมาก กำลังสบายๆ เหมือนนอนในห้องแอร์เลย  แม่ไอ้ขวัญปูฟุกบางๆเหมือนที่นอนปิคนิคไว้ 2 แผ่น มีหมอนและผ้าห่มให้ ผมนึกในใจ แม่คนที่สองของเรานี่สุดยอดจริงๆ ปูที่นอนได้น่านอนมาก ผ้าปูฟูกใหม่ๆ ผ้าปูที่นอนและผ้าห่มก็มีกลิ่นหอมแบบเพิ่งนำมาใช้งาน

ที่ริมผนังด้านหนึ่ง มีตั่งไม้มีขายกสูงราวหนึ่งฟุต มีขนาดกว้างยาวเท่าๆกับเตียงเดียววางชิดฝาผนังวางอยู่
ผมนึกในใจว่า นี่ถ้ามีคนมาค้างคนเดียว แม่ไอ้ขวัญคงให้นอนบนตั่งตัวนี้แน่ๆ แต่นี่มานอนค้างกันสองคน เราก็เลยต้องนอนกันกับพื้นอย่างที่เห็นอยู่นี้

0ส่วนห้องโถ่งที่เราสองคนนอนอยู่นั้น มองไปมันก็ไม่ต่างอะไรกับระเบียงชานบ้านที่ถ้าเรามองบนสูงขึ้นไปก็จะพบแต่ความโล่ง ถึงแม้นจะปิดไฟแล้ว ตรงที่เรานอนกันอยู่นี้ก็ไม่ได้มืดเลย มันได้แสงสว่างจากท้องฟ้าในคืนเดือนหงายที่สว่างมากๆ ปลายเท้าเราชี้ไปทางบันได ผมยังนอนไม่หลับ ด้วยเหตุที่ยังกังวลใจที่ไม่ได้บอกกับทางบ้านไว้ก่อนว่ามานอนค้างบ้านเพื่อน บ้านผมก็ไม่มีโทรศัพท์ใช้ สมัยก่อนโทรศัพท์มือถือก็ไม่มี ผมก็เลยได้แต่นอนมองหัวบันไดและท้องฟ้าเรื่อยๆ จนผมเริ่มจะง่วง

ตอนช่วงที่ผมกำลังอยู่ในภวังค์ คือกำลังครึ่งหลับครึ่งตื่นอยู่นั้นเอง ผมก็เห็นผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งเดินขึ้นมาทางบันได  ผมรู้สึกกลัวและขนหัวลุกขึ้นมาทันที แต่ผมไม่สามารถขยับตัวได้เลย ไม่สามารถแม้นแต่จะอ้าปากส่งเสียงปลุกไอ้โต๊ะให้ตื่นได้

ผมไม่รู้ได้หรอกนะว่า ผู้หญิงคนนั้นจะเป็นสมาชิกในบ้านไอ้ขวัญ หรือเป็นพวกตีนแมว แต่ที่แน่ๆผมมีความรู้สึกว่าผมถูกผีอำ

ผู้หญิงคนนั้น อยู่ในชุดเสื้อผ้าแบบบ้านๆ ใส่เสื้อเชิ้ตแบบผู้ชายตัวหลวมโคล่งๆ นุ่งผ้าถุง ปล่อยผมสยายพองฟูฟ่องดูไม่เป็นทรง แบบไม่ได้หวีไม่ได้แปรงมานาน เธอเดินตรงมาหาผมอย่างช้าๆ เธอมาหยุดอยู่ตรงปลายเท้า แล้วก็ค่อยๆย่อตัวลงอย่างช้า เธอค่อยๆเอามือเปิดมุ้งที่ด้านปลายเท้าขึ้น มือของเธอ ผอมลีบผอมหนังติดกระดูกเหมือนตีนไก่

พอชายมุ้งเริ่มยกสูงขึ้นผมก็เห็นใบหน้าของเธออย่างเต็มตา แม้นจะไม่ได้เปิดไฟ แต่ผมก็มองเห็นหน้าของเธอได้ชัดถนัดตา

ผีชัดๆ นี่มันผีชัดๆ ผมคิดอะไรไม่ออกนอกจากคำๆ นี้ ถึงแม้นผมจะรู้สึกกลัวอย่างสุดขีด แต่ก็ไม่สามารถหลับตาลงเพื่อที่จะหนีจากสายตาคู่ที่มองมายังผมได้ ใบหน้าของเธอดูเรียบเนียนเหมือนพลาสติก
ออกสีเหลืองอ่อนๆ

ดวงตาพองโต แต่ก็ไม่แววตา เหมือนไม่มีน้ำหล่อเลี้ยงในดวงตา จากนั้นมันก็แสยะยิ้มออกมา ริมฝีปากของมันเป็นสีเขียวอมม่วง และแตกระแหง เป็นร่องริ้วห่างๆ ผีตัวนั้นมันยื่นหน้าเข้ามาหาผม ผมได้แต่นอนเกร่งไม่รู้จะตอบโต้อย่างไร นอกจากตกอยู่ในความกลัว ทำได้เท่านั้นจริงๆ

แต่แล้วผีตัวนั้นก็ค่อยๆถอยหน้าที่ยื่นมากลับไป แล้วมันก็คลานไปทางตั่งไม้ที่วางชิดข้างฝาตัวนั้น ผมใช้หางตามองก็พอจะรู้ว่ามันกำลังเสือกตัวเข้าไปอยู่ใต้ตั่ง

ผมเริ่มมองเห็นมันไม่ถนัดตา เพราะไอ้โต๊ะมันนอนตะแคงตัวไปทางตั่งไม้ บังสายตาผมอยู่ ผมจึงหันหน้ากลับไปที่ปลายเท้าอีกครั้ง แต่แล้วสิ่งที่ผมเห็นนั้นก็คือ ชายมุ้งที่เจ้าผีตัวนั้นมันยกขึ้น ก็ยังคงยกขึ้นอยู่อย่างนั้น เหมือนมีใครเอาเชือกมารั้งไว้ ไม่ยอมหล่นลงมาอย่างที่ควรจะเป็น

ไม่ถึงอึดใจ ผมก็เหลือบไปเห็น มือที่คล้ายตีนไก่ของไอ้ผีตัวนั้นมันค่อยไต่ผ่านข้ามตัวไอ้โต๊ะมายังที่หน้าอกของผม ผมพยายามจะขยับตัวหนี แต่ผมก็ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เลย ได้แต่หายใจถี่ๆและจ้องมองดูมือปิศาจตัวนั้น

ด้วยความหวาดกลัว พอมือของไอ้ผีตัวนั้นมันมาถึงกลางหน้าอกของผม มันก็หยุดนิ่งแล้วมันก็จิกนิ้วมือมันลงที่เนื้อกลางหน้าอกของผม ผมรู้สึกได้ถึงความเจ็บแปร๊บที่เล็บอันแหลมคมของมันจิกเข้าไปในเนื้อของผมอย่างเต็มแรง

แล้วทันใดนั้นเอง ผมก็ต้องลืมในความเจ็บปวดตอนนั้นไป เพราะสายตาของผมมันได้มองเห็นร่างของเจ้าผีตัวนั้น นั่งอยู่บนหลังมุ้ง คือนั่งขัดสมาธิ แล้วก้มหัวลงมาจ้องมองผม มันนั่งอยู่ข้างบนหลังคามุ้งด้านนอก แล้วดูเหมือนมันจะขย่มมุ้งให้สั่นเบาๆ แล้วมุ้งทั้งหลังมันก็สั่นไหวไปทั่ว จนผมรู้สึกกลัวสุดขีด จึงได้แหกปากร้องลั่นออกมา

ผมสะดุ้งตื่น ลุกขึ้นมาอยู่ในท่านั่ง โดยที่ผมยังมีความรู้สึกว่า เสียงที่ตะโกนในขณะที่ผมฝันร้ายอยู่นั้น มันคงยังเป็นเสียงตะโกนที่ติดตามมาอยู่ในความเป็นจริงอีกด้วย ผมนึกในใจว่า

เมื่อกี๊เราฝันไปเหรอเนี้ย แต่ความฝันมันเหมือนความจริงมาก แถมเรายังแหกปากตะโกนร้องลั่นออกมาอีกด้วย ไอ้โต๊ะมันตื่นลุกขึ้นมานั่ง หันมาถามผมว่า

” เป็นเชี้ยอะไรล่ะมึง แหกปากซะตกอกตกใจ ” ผมก็ตอบกลับมันออกไปว่า ” ตะกี๊ข้าฝันร้ายว่ะ ขอโทษทีที่ร้องเสียงดัง ”

ไอ้โต๊ะมันมองหน้าผม แล้วก็ตอบกลับมาว่า

” ข้าก็ฝันนะ แต่ไม่รู้ว่าฝันดีฝันร้าย ไว้ตอนเช้าจะเล่าให้ฟัง “… พอจบคำของไอ้โต๊ะ ผมก็บอกกับมันว่า
” นอนต่อกันดีกว่าว่ะ ข้าก็เพิ่งจะรู้ว่าฝันร้ายนี่มันรู้สึกเหนื่อยอย่างนี้นี่เอง ”

จบคำของผมเราทั้งสองก็ล้มตัวลงคลุมโปงนอนกันต่อ

ทันใดนั้นเอง เราก็ได้ยินเสียงถอดกลอนประตูห้องนอน ของห้องใดห้องหนึ่งดังแป๊ะขึ้นมา แล้วประตูก็ถูกเปิดออกพร้อมกับแสงสว่างที่แทรกผ่านตามร่างของผู้หญิงคนหนึ่งที่เดินออกมาจากห้อง

” เป็นอะไรกัน ร้องซะเสียงดังลั่น ” เสียงแม่ไอ้ขวัญ แม่คนที่สองของเราเอ่ยถาม

ผมก็เลยรีบกล่าวขอโทษกลับไป
” ขอโทษครับแม่ ผมฝันร้ายเองครับ ต้องขอโทษแม่ด้วยนะครับที่ต้องทำให้แม่ต้องตื่นกลางดึก ”

” ดึกอะไรนี่มันจะเช้าอยู่แล้ว ตอนนี้ก็ตีห้าครึ่ง ได้เวลาแม่ตื่นพอดี หน้าหนาวก็อย่างนี้แหละ สว่างช้า นอนกันต่อเถอะ แม่จะเตรียมตัวไปใส่บาตร ”

แม่ไอ้ขวัญกล่าวจบ ก็เดินลงบันไดไป แต่แล้วแม่ไอ้ขวัญก็หันกลับเดินขึ้นบันไดมาอีกครั้ง แล้วพูดกับเราสองคนว่า

” ถ้าตื่นแล้วจะล้างหน้าล้างตา ก็ให้ตักน้ำใส่ขันแล้วให้พูดว่า ขอฝากฝันร้ายของข้าพเจ้าไปกับพระแม่คงคาด้วยเทอญ แล้วค่อยเอาน้ำในขันล้างหน้า เดี๋ยวสายๆแม่มานะ ฝันเห็นอะไรก็เล่าให้แม่ฟังบ้างนะ ”
แล้วแม่ไอ้ขวัญก็ลงไปเตรียมของใส่บาตร

ผมเริ่มได้ยินเสียงรถสามล้อออกมาวิ่งแล้ว และก็เริ่มได้ยินเสียงไก่ขัน และก็ได้ยินเสียงนกกาเหว่าที่มีคนเลี้ยงไว้ร้องเสียงดังลั่น เออนี่มันเป็นสัญญาณว่าใกล้เช้าแล้วจริงๆ ผมกับไอ้โต๊ะก็เลยคิดว่าเราทั้งสองคงจะไม่นอนต่อ เราทั้งคู่ก็ลงมือช่วยกันเก็บมุ้งเก็บที่นอนกัน

ไอ้โต๊ะมันเปิดประเด็นขึ้นมาว่า
” เฮ้ย เมื่อคืนเอ็งฝันเห็นอะไรว่ะ ถึงได้ร้องลั่นบ้านขนาดนั้น ”

ผมจึงเริ่มเล่าสิ่งที่ผมเห็นทั้งหมดในความฝันให้ไอ้โต๊ะฟังจนจบ พอไอ้โต๊ะได้ฟังเรื่องที่ผมเล่าให้มันฟัง ไอ้โต๊ะถึงกับอ้าปากค้าง ผมจึงถามมันไปว่า ” เฮ้ย มึงเป็นอะไรของมึงว่ะ ฟังแค่นี้ถึงกับอึ้ง ถึงกับอึ้ง ฮ่า ฮ่า ฮ่า ”
ผมอดหัวเราะไม่ได้ เมื่อเห็นไอ้โต๊ะมันทำหน้าตาตะลึง เหมือนกับว่ามันเห็นผีด้วยกันกับผมอย่างนั้นแหละ

” ข้าก็ฝันเห็นผู้หญิงคนเดียวกับที่เอ็งเห็นนั้นแหละ แต่เค้าก็ไม่ได้มาร้ายอย่าที่เอ็งเจอนะ ”
ไอ้โต๊ะมันก็พูดขึ้นมาด้วยเสียงนิ่งๆ ” แล้วเอ็งเห็นเค้ามาอย่างไง ที่เอ็งบอกว่าเค้ามาดีนะ ”
ผมถามมัน ด้วยความที่ผมเองก็อยากรู้เรื่องในความฝันของมัน เหมือนกัน

แล้วไอ้โต๊ะก็เริ่มเล่าถึงสิ่งที่มันเห็นในความฝันของมัน ความว่า

” ข้าฝันเห็น ผู้หญิงคนนั้น คนที่เอ็งเห็นนั้นแหละ แต่เค้า …………….”

———————————————————–

โปรดติดตามตอนต่อไป…

Share good thing with:

Author:

ชีวิตคือความหลากหลายในทุกมิติที่ลงตัว

Leave a Reply