Posted in ผีคุ้มเจ้าหลวง

ผีคุ้มเจ้าหลวง ตอนที่ 16

… แ ม ร์ รี่ ก็ โ ถ ม ตั ว พุ่ ง เ ข้ า มุ้ ง อ ย่ า ง แ ร ง จ น ส า ย มุ้ ง ข า ด !!

… สองคนนอนกอดกันกลมอยู่ภายใต้สาลีผ้าผวยที่พันกันอีรุงตุงนัง จนไม่รู้ว่าผืนไหนเป็นผืนไหน..

……จนกระทั่งลุงจำรัสแกก็เสนอความคิดให้แก่คุณหมอที่จะทำเป็นโฮมสเตย์  คุณหมอท่านก็ไม่ได้ขัดอะไร
ลุงจำรัสแกมีประสบการณ์จากการที่เคยทำรีสอร์ทอยู่ที่เมืองปาย  แกเลยเข้ามาปรับปรุงจนบ้านนั้นน่าอยู่น่าเข้าพัก  แต่เรื่องมันไม่ได้สมูทลื่นไหลดั่งอย่างที่ลุงจำรัสคิดไว้  พอมีคนเข้ามาพักได้ไม่ถึงข้ามคืน
ก็ต้องรีบขนของย้ายออกกลางดึกทุกรายไป

มีอยู่ครอบครัวหนึ่งเดินทางมาจากปทุมธานี  เข้ามาพักสามคนพ่อแม่ลูก  ลูกสาวอายุประมาณสิบเจ็ดสิบแปด พอตกกลางคืนทั้งหมดก็เข้านอน นอนเล่นดูทีวีกันไปได้สักพัก ก็มีเสียงดังสนั่นหวั่นไหว  เหมือนมีคนเอาไม้ท่อนใหญ่ๆ กระทุ้งพื้นเรือนจากทางใต้ถุนขึ้นมาตรงที่ลูกสาวครอบครัวนั้นนอนอยู่  กระทุ้งจนรับรู้ได้
ถึงแรงสั่นสะเทือนไปทั้งบ้าน  ตัวพ่อก็คว้าไฟฉายวิ่งออกไปทางหน้าบ้าน ส่องไฟฉายชะโงกดูที่ใต้ถุนเรือนกวาดสายตามองไปจนทั่ว   ก็ไม่เห็นว่ามีใครทำอะไรอยู่ แต่เสียงและแรงกระแทกกระทุ้งนั้นก็ยังดำเนินต่อเนื่องเป็นจังหวะสม่ำเสมออยู่ตลอดเวลา….ตึง ตึง ตึง ตึง !!…ดังอยู่อย่างนี้  จนทั้งหมดต้องรีบขนของย้ายหนีออกไปทันที….

….เมื่อลุงจำรัสเล่าจบ ผมก็ถามต่อไปอีกว่า… ” พอรายนี้หนีไป ลุงก็เลยปิดกิจการเลยใช่มั้ยครับ ? “…ลุงจำรัสแกกลับหัวเราะแล้วแกก็ตอบกลับมาว่า… ” ยังๆ ยังมีอีกหลายราย  นี่มีอยู่รายหนึ่งข้าจะเล่าให้ฟัง เรื่องมันเป็นอย่างงี้ “..แล้วลุงจำรัสก็เล่าต่อไป ใจความว่า …

….มีฝรั่งแบ็คแพ็คอเมริกันสองคนผัวเมีย  ที่คุ้นเคยกับลุงจำรัสสมัยแกทำรีสอร์ทที่เมืองปาย บินกลับมาเที่ยวเมืองไทยก็มุ่งตรงตามหาลุงจำรัส  สุดท้ายก็ได้เจอกันแล้วก็ตามมาพักที่แม่ออนโฮมสเตย์  ที่แกดูแลอยู่..ฝรั่งสองคนผัวเมียคู่นี้ ได้พักอยู่ที่นี่เป็นเวลาได้ราวสองสัปดาห์  วันๆ ก็เที่ยวขึ้นเขาลงดอย ตระเวนถ่ายรูปตรงนั้นตรงนี้ตกค่ำก็กลับมานอน บางวันหากเดินทางไปไหนไกลๆ ก็ไม่กลับ  รอนแรมไปเรื่อยเปื่อยตามประสาฝรั่งสะพายเป้ .. จนลุงจำรัสแกมั่นใจว่า  ผีเด็กพม่าที่ว่าเฮี้ยนๆ  มันคงกลัวกลิ่นตัวฝรั่ง  มุดหัวไม่กล้าออกมาหลอกหลอน เย็นวันไหนที่สองผัวเมียนั้นกลับมาพัก ลุงจำรัส  แกก็จะหิ้วกับข้าวกับปลาไปวางไว้ให้ ส่วนเรื่องที่ฝรั่งมันจะกินได้ไม่ได้ แกก็ไม่ได้สนใจ แกบอกว่าแกไม่ใช่ร้านอาหารจะได้มาสั่งจะกินโน้นกินนี่  มาสัมผ้สวิถีล้านนาก็ต้องกินอาหารแบบล้านนา

ผมก็เลยถามแกว่า ” แล้วฝรั่งมันกินเป็นเหรอ ? ”  แกก็ตอบกลับมาว่า ” ไม่รู้แม่ง “…จบข่าวเลย ไม่ต้องสืบ..

…อยู่มาวันหนึ่ง  ลุงจำรัสแกรู้ว่าสองคนผัวเมียจะกลับมานอนพักที่บ้านแม่ออนโฮมสเตย์  แกก็หิ้วข้าวปลาอาหารไปให้ตามปกติพอแกขับรถไปถึง  ก็เห็นฝรั่งคู่นี้มันกำลังสาละวนกับการอ่านแผนที่  แบบนั่งเอาหัวชนกัน ลุงจำรัสแกก็ตะโกนเรียก ไอ้จอห์นฝรั่งตัวผัวหันมาหาลุงจำรัสแล้วยิ้มด้วยความดีใจ  จากนั้นก็ลุกขึ้นเดินตรงเข้ามาหาลุงจำรัส พูดคุยกันสักพัก  เจ้าฝรั่งหนุ่มมันก็จูงมือลุงจำรัสเดินไปทางข้างบ้าน แล้วก็มายืนอยู่ตรงบ่อกบ จากนั้นก็ถามลุงจำรัสว่า ไอ้เจ้าบ่อซีเมนต์ที่ทำด้วยอิฐบล็อคก่อฉาบปูนซิเมนต์ขอบสูงจากพื้นราวหนึ่งเมตรนี่ เอาไว้ทำอะไร  ลุงจำรัสแกก็อธิบายว่า  บ่อซีเมนต์สามสี่บ่อตรงนี้เคยเป็นบ่อเลี้ยงกบพันธุ์เนื้อ เพาะเลี้ยงไว้ขายส่งให้คนในเมือง  แต่ตอนนี้ไม่ได้ใช้งานแล้ว ซึ่งลุงจำรัสเองก็บอกกลับไปด้วยว่า อีกไม่นานนี้ จะดัดแปลงเป็นเรือนกล้วยไม้ …

…เจ้าฝรั่งได้ฟังก็ทำเอียงคอ  ทำหน้าเหมือนหมางง  แล้วเจ้าฝรั่งมันก็เล่าให้ลุงจำรัสฝังว่า เมื่อสัปดาห์ก่อน เป็นคืนที่ฝรั่งคู่นี้ได้นอนพักอยู่ ทั้งสองคนผัวเมียก็ได้ยินเสียงกบร้องระงมไปทั่วรอบบ้าน เสมือนว่ามีกบอยู่ในเขตบ้านเป็นจำนวนหลายร้อยตัว ทำเอาทั้งคู่นอนไม่หลับ  ฝ่ายตัวผัวเองจึงตัดสินใจเดินออกมาจากห้องนอน แล้วส่องไฟฉายตรวจดูไปรอบบ้าน แต่ก็ไม่พบกบสักตัว  แถมเสียงกบที่ดังอืออึงอยู่ ก็เงียบกริบลงไปอย่างน่าประหลาด คงเหลือแต่เสียงจิ้งหรีด และเสียงแมลง นิดๆหน่อยๆ  เป็นปกติเหมือนอย่างทุกๆคืน

แต่พอไอ้จอห์นมันกลับเข้าห้องนอน เสียงกบก็กลับดังขึ้นมาเหมือนเดิม  แต่การกลับมาดังขึ้นอีกในครั้งนี้ มันดังมากขึ้นกว่าเดิมเป็นสองเท่า .. สองคนผัวเมียนอนมองหน้ากันท่ามกลางแสงสลัวจากแสงจันทร์ที่แทรกเข้ามาจากทางหน้าต่าง  แมรี่เมียของไอ้จอห์นก็บอกให้นอนเถอะอย่าไปสนใจ  แล้วทั้งคู่ก็หลับลงไปท่ามกลางเสียงกบที่ระงมอยู่อย่างนั้น ด้วยความอ่อนเพลียของทั้งคู่ที่วันๆ ได้เที่ยวเดินตะลอนตะลอนไปทั่ว…

….ลุงจำรัสแกก็ตอบกลับไอ้เจ้าจอห์นไปทำนองว่า .. ไม่มีอะไรหรอก กบมันก็คงจะหลุดๆ หลงๆ อยู่แถวนี้มาตั้งแต่สมัยทำฟาร์มกบ เนิ่นนานผ่านไป มันก็คงขยายพันธุ์ออกลูกออกหลานกันทั่วไป  ยิ่งบ้านหลังนี้ คนนอกจะเข้ามาไม่ได้ด้วย กบมันก็เลยอยู่กันสบาย เป็นเรื่องปกติ

…ทั้งหมดทั้งมวลที่ลุงจำรัสได้ตอบเชิงอธิบายออกไปให้เจ้าฝรั่งฟังนั้น  แกก็พูดออกไปเพื่อไม่ให้เจ้าฝรั่งมันกลัว หรือตัดข้อสงสัยต่างๆ  ออกไป แต่แท้จริงในใจของลุงจำรัสนั้น ก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่า มันจะมีกบอาศัยอยู่ในบ้านได้อย่างไร  เพราะแหล่งน้ำที่ให้กบอยู่ก็ไม่มี พื้นดินในบ่อกบก็แห้งสนิท อีกทั้งผนังบ่อก็สูงเป็นเมตร แหล่งอาหารที่อับชื้นแหล่งน้ำปัจจัยที่จะให้กบอยู่ได้ ก็ไม่มีสักอย่าง ..

ในความคิดของลุงจำรัสก็คิดว่า  ไอ้ฝรั่งสองคนผัวเมียมันคงเจอผีอีนังพม่าตายท้องกลมเข้าแล้วเป็นแน่ และในระหว่างที่ลุงจำรัสแกอธิบายให้เจ้าฝรั่งฟัง  แกเองก็ไม่ได้แสดงสีหน้าหรืออาการพิรุธอะไรให้ฝรั่งมันรู้สึกผิดสังเกตอะไร  จากนั้นลุงจำรัสก็ เซย์กู๊ดบาย..แก่ฝรั่งผัวเมีย  ก่อนที่แกจะสตาร์ทเครื่องรถขับออกไป…

….แล้วคืนวันนั้นนั่นเอง  เมื่อฝรั่งสองผัวเมียได้เคลิ้มหลับลงไปได้ไม่นาน  ก็ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นเพราะเสียงกบที่ร้องลั่นระงม   เช่นคืนก่อนจนนอนหลับไอ้จอห์นมันทนไม่ไหว  มันจึงคว้าไฟฉายรีบลุกขึ้นเดินลงไปหาต้นตอเสียงให้หายข้อสงสัยจงได้  ครั้งนี้แมร์รี่ไม่ยอมให้จอห์นสามีของเธอเดินลงไปคนเดียว  เธอคว้ามือจอห์นแล้วเดินจูงมือออกไปด้วยกัน  แต่คืนนี้ก็ไม่ได้เหมือนกับคืนก่อน   เมื่อไอ้จอห์นมันเดินออกไปถึงนอกชานบ้าน มันก็ส่องไฟฉายไปรอบๆ บ้าน จนแสงไฟมาหยุดอยู่ตรงที่บ่อกบ  ไอ้จอห์นมันเห็นเงาอะไรตะครุ่มๆ  อยู่ในบ่อกบ มันจึงจ่อแสงไฟส่องนิ่งไปยังเป้าหมาย  พร้อมกับตะโกนร้องถามเป็นภาษาอังกฤษว่า ” ใครๆๆ “…ก็ไม่มีเสียงใครตอบกลับมา แต่สักพักสิ่งที่สองคนผัวเมียนั้นเห็นในบ่อกบไปพร้อมๆ  กันก็คือ….

….ร่างผู้หญิงสาวใส่เสื้อคอกระเช้านุ่งผ้าถุง  ที่หันหลังอยู่ค่อยๆหมุนตัวกลับมาหาไอ้จอห์นและแมร์รี่  ในมือทั้งคู่ของหญิงสาวผู้นั้นชูขึ้นสูงราวระดับหู  ในมือทั้งสองก็จับกบตัวเบ้อเริ่มไว้จนแน่นลักษณะเป็นการบีบ และในปากของหญิงสาวคนนั้นก็ได้อมส่วนหัวและขาหน้าของกบเอาไว้จนแก้มตุ่ย  ส่วนที่โผล่ออกมาจากปากก็คือ ครึ่งท่อนท้ายและสองขาหลังที่กระตุกเต้นเหมือนอาการกบกำลังพยายามจะหนีออกจากความตาย….

….ภาพอันน่าสยดสยองนี้ทำให้สองคนผัวเมียถึงกับอ้าปากค้าง ก้าวขาไม่ออก  ไอ้จอห์นเกร่งมือกำไฟฉายไว้แน่นด้วยอาการสั่นระริก  จากนั้นหญิงสาวในบ่อกบก็คายกบในปากออก  แล้วแสยะยิ้มออกมา ฟันที่เป็นร่องห่างในปากก็ดำปี๋ ลิ้นแดงและมีน้ำหมากไหลเยิ้ม….พอหญิงสาวในบ่อกบแผดเสียงร้องที่แหบแห้งดัง ” แฮ่ ” ขึ้นมา สองคนผัวเมียก็กระโดดหันหลังกลับวิ่งเข้าห้องนอนทันที   ไอ้จอห์นกับเมียมันพอเข้าห้องได้ แมร์รี่ก็โถมตัวพุ่งเข้ามุ้งอย่างแรงจนสายมุ้งขาด   สองคนนอนกอดกันกลมอยู่ภายใต้สาลีผ้าผวยที่พันกันอีรุงตุงนัง จนไม่รู้ว่าผืนไหนเป็นผืนไหน..

…ผ่านไปราวสักครึ่งชั่วโมง  ไอ้จอห์นก็พอจะได้สติ มันก็รีบต่อโทรศัพท์มือถือถึงลุงจำรัส

… สมัยนั้นสัญญาณโทรศัพท์มันยังไม่ดีเหมือนกับสมัยนี้ ไอ้จอห์นมันก็พยายามโทรออกเพื่อติดต่อกับลุงจำรัสแต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้  ทั้งคู่จึงต้องทนนอนรออยู่ด้วยความหวาดกลัว จนถึงรุ่งเช้า …

….พอฟ้าเริ่มสาง  วันนั้นลุงจำรัสแกก็เกิดสังหรณ์ใจอะไรขึ้นมาแปลกๆ ในใจแกมีความกังวลว่า ที่แม่ออนโฮมสเตย์น่าจะมีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้น  แกเลยรีบขับรถไปหาฝรั่งสองคนผัวเมีย  โดยที่ยังไม่ได้ล้างหน้าสีฟัน
ไม่นานลุงจำรัสก็มาหยุดรถอยู่ตรงหน้าบ้านแม่ออนโฮมสเตย์  แล้วก็เป็นเวลาเดียวกับที่สองคนผัวเมียกำลังสะพายเป้หลังเดินลงจากบ้านพอดี  ลุงจำรัสกับสองคนผัวเมียก็สนทนากันสักพักใหญ่  เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน จากนั้นลุงจำรัสก็ขับรถไปส่งฝรั่งผัวเมียที่สถานีรถไฟตรงสันป่าข่อย   สองคนผัวเมียก็ร่ำลาลุงจำรัสก่อนที่จะเปลี่ยนแผนเดินทางไปกรุงเทพฯ  และกล่าวกับลุงจำรัสว่า ดีใจที่ได้มีประสบการณ์ผีในการเดินทางมาเที่ยวเมืองไทยในทริปนี้ด้วย….

…ผมก็นั่งฟังลุงจำรัสแกโม้เรื่องผีมาตั้งแต่ขนของออกจากคุ้ม  จนวิ่งออกพ้นเขตเมือง  จนจบเรื่อง….

….ผมก็เลยถามแกให้แน่ใจอีกทีว่า ” ตกลงก็ต้องปิดกิจการไป กลายบ้านผีสิงไปใช่มั้ยลุง ? “…ลุงจำรัสแกก็ตอบกลับมาว่า..

….” แน่นอน ผีมันเฮี้ยนขนาดนี้  ใครจะไปทนทำต่อ สงสารคนมาพักว่ะ “….

ผมก็นั่งคุยกับแกไปบนรถปิคอัพจนเพลิน  เหมือนจะผ่านสันกำแพงมาแล้วแต่ก็ไม่รู้ว่ามาถึงตรงไหนจำได้แค่ว่ามีป้ายทางหลวงเขียนว่า ” ฮ้องวัวแดง ” สักพักยางหลังรถก็แตก !!…ลุงจำรัสก็พยายามหันหัวรถเข้าข้างทาง รถบรรทุกของมาหนัก พอยางแตกกะทะล้อก็เบี้ยงแบบดูไม่จืด .. ” มียางอะไหล่มั้ยครับลุง ? “…ผมถามลุงจำรัส แล้วลุงแกก็ตอบกลับมาว่า..
.. ” เคยมี แต่ตอนนี้ถูกขโมยไปละ “…งามไส้เลยทีนี้ ผมก็เลยต้องโทรหาไอ้มิตรลูกน้องที่แสนดีให้มันรีบเอายางอะไหล่มาส่งให้ด่วน….กว่าไอ้มิตรจะเอายางอะไหล่พร้อมแม่แรงมาถึงคงต้องรอเป็นชั่วโมงแน่ นี่ก็บ่ายแก่ๆ  กว่าไอ้มิตรจะมา กว่าจะเปลี่ยนล้อเสร็จ  คงเย็นย่ำ….คิดแล้วก็ท้อใจ…

….หรือชะตากรรม มันทำให้เราต้องเดินทางไปยังบ้านผีสิงที่แม่ออนหลังพระอาทิตย์ตกดิน เป็นแน่…

จบภาคแรก

ครู พราหมณ์เมศ วาสุเทพ ปรึกษาดวงชะตา รับวางเบอร์มงคลตามดวงชะตากำเนิด เปิดสอนโหราศาสตร์เลขศาสตร์และพยากรณ์ศาสตร์
อ.พราหมณ์เมศ วาสุเทพ

 

 

 

 

 

Share good thing with:
Posted in คำขอขมากรรม

บทขอขมากรรมเรื่องความรัก

(ตั้งนะโม ๓ จบ)

สัพพัง อัปปะ ลาพัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ถะวารัตตะเยนะ กะตัง
สัพพัง อัปปะ ลาพัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ถะทามิ ภันเต.

หากข้าพเจ้า (ชื่อนามสกุล) อาจเคยพลาดพลั้ง ล่วงเกินต่อ บิดา มารดา ครูบาอาจารย์ พระพุทธ พระธรรม พระอรหันต์ พระอริยสงฆ์เจ้า องค์คุณ องค์มหาบารมี ตลอดจนสิ้งศักดิ์สิทธิทั้งหลาย รวมถึงท่านผู้มีพระคุณ และท่านเจ้ากรรมนายเวร จะด้วย กาย วาจา หรือใจก็ดี ข้าพเจ้าขอประกาศสละประกาศถอน ขอเป็นอโหสิกรรม ต่อกรรมทั้งหลาย Continue reading “บทขอขมากรรมเรื่องความรัก”

Share good thing with:
Posted in General

จดหมายจากพระจันทร์

สวัสดีดวงตะวัน 🌞
คืนนี้มีดาวเต็มฟ้าทอประกาย
ภาระฉันจึงไม่มีมากมาย
พอมีเวลานั่งเขียนถึงเธอ Continue reading “จดหมายจากพระจันทร์”

Share good thing with:
Posted in Big Happiness

Song of Nature

pitter patter..

spitter spatter..

birdsong..

compassion strong..

from the heart..

we impart..

azure rays..

always..

as we are..

making a star..

of mother earth..

a rebirth..

collective darlings..

become starlings..

prepare to fly..

by and by..

drop within..

and lets begin..

to meditate..

and radiate..

our love to earth..

grace and mirth..

our new reality..

every locality..

near and far..

because we are..

united one..

bright shining sun..

we light dancer..

have the answer..

to every question..

is meditation..

as love we cast..

present, future & past..

the clear the way..

for our new day..

& paint the world blue..

divine compassionate hue..

 

– Ann Sinclair –

 

contact Ann at
what’s app : +628123816073
FB messenger : Ann Sinclair (Bali)
Skype : anniefranjie

via Song of Nature — The Master Maturity

Share good thing with: