ผีคุ้มเจ้าหลวง ตอนที่ 15

modern-art-prints

มั น เ ป็ น ข อ ง จ า ก บ้ า น ผี ฝ รั่ ง ที่ ม า ต า ย ใ น พ ม่ า
แ ล้ ว เ ร า กํ า ลั ง จ ะ ข น ข อ ง พ ว ก นี้ ไ ป ไ ว้ ที่
บ้ า น ผี พ ม่ า ที่ ม า ต า ย ใ น เ มื อ ง ไ ท ย …

…..ผมได้ยินเสียงดังโครมเบ้อเริ้มตรงบันไดที่ช่างไม้สองคนทำงานอยู่ ผมจึงลุกขึ้นไปดู
ก็เห็นช่างไม้คนหนึ่งตกบันไดหงายท้องลงมาไม่เป็นท่า ช่างไม้ผู้เคราะห์ร้ายคนนั้นก็ได้เล่าให้ผมฟังว่า..…..ในขณะที่ผมกำลังรื้อลูกกรงบันไดออกอยู่นั้น  มีผู้หญิงแต่งตัวเหมือนคนโบราณมายืนอยู่ตรงบันไดขั้นที่สูงกว่า  แล้วก็ถกผ้าถุงเอาเท้าถีบเข้าที่หน้าผมอย่างแรง  จนเสียหลักหงายหลังตกลงมาไม่เป็นท่าอย่างที่หัวหน้าเห็นนี่ละครับ

พอผมตกลงมาถึงพื้นยังไม่ทันตั้งตัว  ผู้หญิงคนนั้นก็เอามือข้างหนึ่งดึงแขนของตัวเองอีกข้างหนึ่งจนหลุดติดมือออกมา  แสยะปากยิ้มเห็นฟันดำปี๋  ทำท่าเหมือนจะขว้างแขนข้างที่หลุดออกมาใส่ผม  แล้วร่างนั้นก็ค่อยๆ เลือนหายไป… ช่างไม้เล่าอย่างตื่นๆ

เท่านี้ก็พอที่จะทำให้ช่างไม้เสียประสาทจนแทบเป็นบ้า…

….ในขณะที่เรากำลังตั้งใจฟังช่างไม้เคราะห์ร้ายเล่าถึงในสิ่งที่เห็น จู่ๆ ก็มีเสียงไม้ลั่นดัง เอี๊ยดดดด!!…
เราทุกคนต่างก็พากันมองหาต้นทางของเสียง..

แต่แล้วเจ้ามิตรก็ชี้นิ้วตรงไปที่ราวบันไดไม้ ที่มันบิดตัวได้เอง..โดยที่ไม่มีใครไปดึงหรือบิดแต่อย่างใด มันค่อยๆ เบี่ยงตัวไปอย่างช้าๆ  ออกไปด้านนอกของแนวบันได เหมือนมีคนพยายามจะดึงราวบันไดนั้นออก

….เราทั้งสี่คนต่างถอยหลังออกห่างจากปรากฎการณ์ประหลาดที่อยู่ตรงหน้าทันที..!!

แต่ทันใดนั้น…ก็มีลมแรงกระโชกพัดหอบเอาผงฝุ่นทรายที่พื้นขึ้น ลมพัดมาจากด้านขวามือของพวกเรา แต่พัดวู๊บเดียวก็ผ่านหายไป  ลมได้พัดฝุ่นทรายหยาบๆ ปลิวเข้าตาของทุกคน พวกเราต่างก็เลยต้องพากันสาละวนที่จะเอาฝุ่นออกจากลูกกะตาของตน

ตัวผมเองก็พยายามกระพริบตาแรงๆ ให้น้ำตาไหลออกมามากๆ  และเอานิ้วมือช่วยปาดน้ำตาที่หัวตา
เพื่อให้ผงทรายออกจากดวงตาโดยเร็ว จนทรายที่ปลิวเข้าตาผม เริ่มไหลออกไปกับน้ำตา จนผมเองสามารถจะลืมตาขึ้นมาได้

….แต่แล้วภาพแรกที่ผมมองเห็นผ่านน้ำตาที่คลอเอ่อดวงตาอยู่นั้น ก็คือ….

….หญิงสาวในชุดผ้าซิ่นแบบสาวเหนือโบราณ ปล่อยผมสยายยาวเหยียด ยืนอยู่บนบันไดขั้นกลางๆ พร้อมสาวใช้นั่งขนาบอยู่ตรงแทบเท้าทั้งซ้ายและขวา แต่ที่น่าแปลกใจ ผมเห็นผู้หญิงหน้าซีดขาวนุ่งโจงกระเบนใส่เสื้อรัดรูปแขนยาวคอปกตั้งมีระบายลูกไม้ ไม่ใช่ชุดของสาวเหนือ มองดูเหมือนชุดไทยประยุกค์ สมัยรัชกาลที่ 5  นั่งพับเพียบอยู่ที่บันไดขั้นล่างสุด

…ผมก็รีบขยิบตาเพื่อไล่ให้น้ำตาออกไปเยอะๆ หวังจะให้เห็นภาพนั้นชัดเจนขึ้น แต่พอผมลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง
ภาพเหล่านั้นก็หายไป ถึงภาพนั้นจะหายไปแล้ว แต่ภาพผู้หญิงโบราณที่ผมเห็นเมื่อตะกี๊นี้ มันก็ยังติดตาผมอยู่ไม่จางหายไปไหน..จนถึงทุกวันนี้

….ผมได้ยินเสียงไอ้มิตรมันก็แหกปากตะโกนลั่น จนฟังไม่ได้ศัพท์เหมือนคนเสียสติ ผมก็เลยรีบตรงเข้าไปคว้าหัวไหล่ทั้งสองข้างของมันไว้ แล้วเขย่าตัวมันแรงๆ ..

..” พอแล้วไอ้มิตร พอแล้ว ผีมันไปหมดแล้ว “…ผมแผดเสียงใส่หน้าไอ้มิตร เรียกสติของมันกลับมา สักพักไอ้มิตรมันก็ตั้งสติได้แล้วมันก็พยายามกวาดสายตาไปทั่วรอบบริเวณ  อย่างไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ว่าชีวิตจะปลอดภัยจากผีหรือไม่..

..ส่วนช่างไม้ทั้งสองคน คงไม่คุ้นชินกับผีที่คุ้ม ก็เลยวิ่งตะเลิดออกไปทางประตูใหญ่ ยืนตัวแข็งอยู่ด้านนอก..

….” หัวหน้าครับ พวกเฮาบ่ายะจะได๋ตงเพ้ แหมล่ะ ผีมันดุขนาด “.. หนึ่งในสองช่างไม้ได้เอ่ยขึ้นมา
ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินกลับเข้ามาเก็บเครื่องไม้เครื่องมือกลับบ้าน อย่างกล้าๆกลัวๆ..” เฮินค่าแฮงเฮาบ่าเอา เฮาปิ๊กละ “.. ช่างไม้เอ่ยขึ้นก่อนที่จะเดินทิ้งงานกลับๆไป..

….สรุปงานก็ไม่เสร็จ ไม่ได้คืบหน้าไปไหน แถมยังคาราคาซัง ให้ต้องเป็นที่รำคาญสายตาอีก “หัวหน้า เฮาจะยะจะได๋กันต่อ”  ไอ้มิตรมันถามผม ผมก็ตอบกลับมันไปว่า

.. ” ไปกินกาแฟแถวการบินไทยกัน ทิ้งมันไว้อย่างนี้แหละ เค้าไม่อยากให้เราไปเปลี่ยนแปลงอะไรให้มากไปกว่านี้ ”  พอไปถึงร้านกาแฟ  ไอ้มิตรมันก็ขอตัวแยกกลับบ้านไปเลย ปล่อยให้ผมนั่งอยู่คนเดียว สักพักผมก็ต่อสายหาคุณโจ้ คุยกันสักพักก็นัดไปเจอกันที่บ้านพ่อเลี้ยงตอนหนึ่งทุ่ม ..

…บนโต๊ะอาหารเย็นที่บ้านพ่อเลี้ยง
….ผมก็นั่งกินข้าวไปเล่าเรื่องที่ไปเจอดีเข้าที่คุ้มฯ เมื่อตอนกลางวันให้พ่อเลี้ยงฟัง ตั้งแต่ต้นจนจบ..

…” ก็อย่างที่ผมเล่าให้พ่อเลี้ยงฟังนี่แหละครับ “.. ผมกล่าวสรุปปิดท้าย พ่อเลี้ยงนั่งซดผักกาดจอไปพลางๆ
ด้วยสีหน้าที่ไม่รู้สึกตื่นเต้นหวาดกลัวอะไร เหมือนเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ .. แต่ทางด้านแม่เลี้ยงกลับทำสีหน้าบูดบึ้งไม่พอใจ  จากนั้นแม่เลี้ยงก็เอ่ยขึ้นมาว่า ” แล้วเมื่อไหร่งานมันจะเสร็จ แม่เลี้ยงจ่ายดอกเบี้ยให้ธนาคารไม่ไหวแล้วนะ ” ..

พ่อเลี้ยงก็หันไปกล่าวกับแม่เลี้ยงว่า…. ” ไม่เอาน่า อีกนิดเดียวมันก็จะเสร็จแล้ว
เอาเป็นว่า เราไม่ต้องตกแต่งอะไรให้มากไปกว่านี้แล้ว แค่ให้ช่างไปเก็บงานเล็กๆน้อยๆที่เหลือ
แล้วให้ฝ่ายการตลาดโปรโมทโครงการฯ เลยแล้วกันนะ “..

….แล้วบรรยากาศการพูดคุยบนโต๊ะอาหารก็เริ่มเปลี่ยนไปในเรื่องเบาๆ พ่อเลี้ยงเปิดประเด็นในเรื่องที่ใครจะมาเป็นพรีเซนเตอร์ หรือ แบร์นแอมบาสเดอร์ของโครงการ  “พลาซ่าร์กลางเวียง”…คุยกันไปได้สักพักพอออกรสคุณโจ้ก็ทะลุกลางปล้องออกมาว่า “แล้วลูกกรงบันไดที่ซื้อมาจากแม่สอด จะเอาอย่างไง จะทิ้งไปเลยหรือจะให้ไปใช้ที่ไหน”…

ทันใดนั้นเอง บนโต๊ะอาหารก็เงียบสนิท เหมือนมีเทวดาบินผ่าน…สักพักแม่เลี้ยงก็เอ่ยขึ้นมาว่า…
“จะเอาไปทำอะไรก็แล้วแต่โจ้  หรือจะเอาไปเก็บไว้ที่ไหนก่อนก็คิดเอาเอง  แต่อย่าเอามาให้แม่เลี้ยงเห็น”
แม่เลี้ยงพูดจบลงด้วยเสียงห้วนๆ

….อีกสองสามวันต่อมา…

ผมกับคุณโจ้ก็ตกลงกันว่าจะให้ลุงจำรัสแกเป็นคนจัดหาที่เก็บไม้ลูกกรงราวบันไดที่ตอนนี้วางกองอยู่ที่คุ้ม
ก็เลยนัดวันให้แกพาคนมาขนเอาไปเก็บ วันที่นัด ก็มีผมคนเดียวที่ไปยืนรอแกอยู่ที่หน้าคุ้มฯ ส่วนคุณโจ้มีธุระด่วนที่ลำปางใกล้ถึงเวลานัดหมาย  แกก็ขับรถปิคอัพพร้อมกับคนงานสองคนที่นั่งติดมาบนกะบะท้ายด้วย

“อะไรว่ะ อุตส่าห์ดั้นด้นไปซื้อกันถึงแม่สอด สุดท้ายก็ต้องเอาไปเก็บ “…ลุงจำรัสแกก็บ่นไปตามเรื่อง เมื่อเห็นหน้าผม  จากนั้นลุงจำรัสแกก็สั่งให้ลูกสมุนแก  จัดการขนลูกกรงที่วางอยู่กองพะเนินขึ้นหลังกะบะทันที
“พวกมึงขนขึ้นรถกันดีๆ นะโว้ย ของโบราณล้ำค่า เสียหายไป กูไม่มีปัญญารับใช้นะโว้ย”

.. ลุงจำรัสแกตะโกนประชดประชันไปเรื่อยตามนิสัย  จากนั้นผมก็ดึงมือแกเข้ามานั่งคุยกันที่ชั้นล่างของคุ้มฯ
เพราะแดดเริ่มจะร้อน ..” ตกลงลุงจำรัสจะเอาลูกกรงพวกนี้เอาไปไว้ไหน มันเยอะไม่ใช่น้อยเลยนะ ” .. ผมเอ่ยถามแก

” เออ เดี๋ยวข้าจะเอาไปเก็บไว้ที่บ้านแถวแม่ออน ”  ลุงจำรัสแกตอบกลับ
” แม่ออน มันอยู่แถวไหน แล้วมันบ้านของใคร ? ” ผมก็ย้อนถามลุงจำรัสไป ก่อนที่แกจะตอบกลับมาแบบยาวยืด..

…” แม่ออนก็อยู่เลยตัวอำเภอสันกำแพงไปหน่อยเดียว แถวนั้นเค้าเลี้ยงวัวนม มีโรงงานบ่มใบยาสูบ แล้วไอ้บ้านที่ข้าจะเอาของพวกนี้ไปเก็บมันก็เป็นบ้านของ ป้านวล ญาติของข้าเอง “…ลุงจำรัสแกก็เล่าไปเรื่อย ผมเองก็เลยถามต่อไปว่า

” อ้าว แล้วป้านวลญาติของลุงเค้าไม่ว่ารึ เอาของไปรกบ้านเค้า “..
….ลุงจำรัสก็อธิบายต่อไปอย่างยาวยืดว่า…” อ๋อ เรื่องนั้นไม่มีปัญหา แม่นวลแกย้ายไปอยู่พิษณุโลกนานแล้ว
บ้านหลังนี้แกก็ขายให้นายแพทย์โรงพยาบาลที่กรุงเทพฯคนหนึ่ง ข้านี่แหละเป็นนายหน้าก็เลยพลอยต้องคอยดูแลบ้านหลังนี้ให้คุณหมอเค้า “…พอลุงจำรัสพูดจบ ผมก็สวนกลับไปว่า..” อ้าว หนักเค้าไปอีก เมื่อกี๊บอกว่าบ้านญาติ แล้วก็มาบอกว่าขายต่อไปให้คุณหมอ  แล้วลุงถามคุณหมอแล้วรึยังว่าเค้าให้เก็บของหรือเปล่า “…ลุงจำรัสแกก็ทำหน้าทำตาแบบ ไม่แยแส  แล้วพูดต่อไปทำนองว่า มีอะไรข้าเคลียร์เอง

….จากนั้นผมก็คุยกันเรื่องสับเพเหระ  จนเวลาผ่านไปราวยี่สิบนาที ลุงจำรัสก็เอ่ยขึ้นมาว่า ..
..” ไอ้สองคนนั้น มันยังขนของไม่เสร็จอีกเหรอว่ะ “..จากนั้นแกก็เดินออกไปโวยวาย ” มันเปนได๋ มันตึงได้ขนคัวกั๋นเมินขนาด ” ( ลุงจำรัสเวลาแกคุยกับผม แกจะใช้ภาษากลาง แต่แกจะอู้คำเมืองเฉพาะกับคนเหนือด้วยกัน )

..ผมเดินตามแกออกไป ก็เลยได้ยินคนงานสองคนนั้นพูดกับลุงจำรัสโดยมีใจความว่า..
ที่ต้องขนของช้าก็เพราะตอนที่ขนของอยู่นั้น ได้มีผู้หญิงแก่ๆคนหนึ่งเดินมาบอกว่า ให้ขนของกันเบาๆ หน่อย
ตอนนี้นายหญิงนอนหลับชั้นบน แล้วก็ให้เอาของพวกนี้ออกจากคุ้มฯ ไปให้ไกลๆ เพราะของพวกนี้ เป็นของที่ถูกรื้อมาจากบ้านผีฝรั่งที่มาตายอยู่ในพม่า  นายหญิงบอกว่ามันเป็นเสนียด ให้เอาออกไปไกลๆ …

….พอได้ฟังเรื่องที่คนงานสองคนที่ช่วยกันเล่าให้ฟังจนจบ  ผมกับลุงจำรัสก็หันมามองหน้ากัน  ผมเอ่ยกับลุงจำรัสว่า

..” มันสองคน ยืนคุยกับผีกลางวันแสกๆ ยังไม่รู้ตัวกันอีก ว่าแต่ลุงไม่ได้เล่าอะไรให้มันฟังนะ “…พอผมพูดจบลุงจำรัสแกก็ดึงมือผมให้ออกห่างจากคนงานสองคนนั้น  แล้วกระซิบผมเบาว่า ” มวยถูกคู่แล้วว่ะ “…ผมก็ยิ่ง งงเข้าไปใหญ่เลยถามแกต่อไปว่า ..” มวยอะไรเหรอที่ว่าถูกคู่ ? “…

..ลุงจำรัสก็พูดต่อไปว่า ” ผีที่คุ้มฯนี้มันเฮี้ยนจริงๆว่ะ ข้าก็เคยได้ยินคนเค้าร่ำลือกันมานานแล้ว มาวันนี้ก็มาเจอเข้ากับตัวเอง ”

…แล้วแกก็พูดต่อไปอีก…” ที่ข้าว่ามวยถูกคู่ก็เพราะว่า ไอ้ไม้ลูกกรงที่ซื้อมาจากแม่สอด  มันเป็นของจากบ้านผีฝรั่งที่มาตายในพม่า แล้วเรากำลังจะขนของพวกนี้ไปไว้ที่ บ้านผีพม่าที่มาตายในเมืองไทยนะซิ…

….ผมฟังลุงจำรัสพูดก็ยิ่ง งง…” ตกลงเรื่องมันเป็นอย่างไงกันครับลุง ? ” ผมถามแกต่อไป แล้วแกก็ไม่ได้ขยายความอะไรต่อ  นอกจากตอบกลับให้ผมฟังว่า ” เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังบนรถแล้วกัน ตอนนี้รีบเอาของขึ้นให้เสร็จ ก่อนที่ไอ้สองคนนั้นมันจะรู้ว่า
เมื่อกี๊มันยืนคุยกับผี รีบๆ ไปกันเถอะ “…สักพักเดียว เราทั้งหมดก็ย้ายตัวเองออกมาจากคุ้มฯ รถวิ่งผ่านออกพ้นจากคูเมืองไปได้ถึงสันป่าข่อย  ลุงจำรัสก็เริ่มเล่าถึงบ้านหลังที่กำลังจะเอาลูกกรงไม้โบราณไปเก็บให้ผมฟัง โดยมีเนื้อหาใจความว่า..

….เมื่อราว  4  ปีที่แล้ว ลุงจำรัสแกเป็นธุระ เป็นนายหน้าขายบ้านญาติของแก  ให้กับนายแพทย์คนหนึ่ง
เดิมทีบ้านหลังนี้เป็นบ้านไม้ชั้นเดียวใต้ถุนสูง เป็นบ้านที่มีความสวยงามตามแบบฉบับบ้านทรงล้านนา ตั้งอยู่บนเนื้อที่หนึ่งไร่ด้านหลังมีบ่อน้ำเลี้ยงปลา  มีเล้าไก่  ท้ายสุดเป็นแนวต้นสัก  ถัดขึ้นมาก็เป็นต้นชมพู่ที่นำมาจากจันทบุรี  ด้านหน้ามีบ่อซีเมนต์เลี้ยงกบ  แต่แล้วพอบ้านหลังนี้ได้ตกมาเป็นของนายแพทย์ท่านนี้แล้ว  ท่านก็ได้ปรับปรุงภูมิทัศน์ใหม่จนกลายเป็นสวนป่า  เป็นบ้านพักตากอากาศ  แต่บ่อซีเมนต์ที่เคยเลี้ยงกบ ยังคงอยู่ ไม่ได้รื้อทิ้ง นายแพทย์ท่านนี้ ปีหนึ่งก็จะมาพักสักสามสี่ครั้ง  ท่านจึงได้จ้างให้ลุงจำรัสช่วยดูแลเป็นหูเป็นตาคอยสอดส่องในยามที่ท่านไม่ได้มาพัก  นอกจากนี้ คุณหมอก็ยังจ้างสาวพม่าสองแม่ลูกนอนเฝ้าบ้านประจำอยู่อีกด้วย  สามสี่วันทีลุงจำรัสแกก็จะแวะขับรถมาดูสองแม่ลูกนี่เป็นประจำ ว่าขาดเหลืออะไร ลุงจำรัสแกก็จะหาซื้อมาให้ เป็นอยู่อย่างนี้ ร่วมสองปี เหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น….

….เย็นวันหนึ่งลุงจำรัสแกก็ขับรถแวะมาดูสองแม่ลูกเหมือนอย่างที่เคย แต่แกก็ต้องประหลาดใจเมื่อเห็นรถตำรวจกับชาวบ้านที่มามุงดูบ้านของคุณหมออย่างหนาตา  พอลุงจำรัสแกลงจากรถมา จึงได้ทราบเรื่องจากพวกอาสาหมู่บ้านว่าพม่าตัวลูกสาวผูกคอตายอยู่บนขื่อกลางบ้าน  จากนั้นตำรวจก็ดำเนินคดีสืบสวนสาเหตุของการตายของหญิงสาวชาวพม่าจนได้ทราบความว่า  ผู้ตายได้ตั้งท้องได้สองเดือนกับเด็กวัยรุ่นชาวอาข่าที่เป็นลูกจ้างแถวโรงบ่มใบยาสูบ แล้วไม่ยอมรับจนกลายเป็นเหตุให้เกิด  อัตวินิบาตกรรมที่แสนเศร้าสลดใจขึ้น…

….และเมื่อเกิดเหตุเช่นนี้ขึ้นมาแล้ว  คุณหมอเจ้าของบ้านท่านก็ไม่คิดที่จะมาพักอีก  ปล่อยทิ้งร้างอยู่อย่างนั้นร่วมปีจนกระทั่งลุงจำรัสแกก็เสนอความคิดให้แก่คุณหมอที่จะทำเป็นโฮมสเตย์  คุณหมอท่านก็ไม่ได้ขัดอะไร
ลุงจำรัสแกมีประสบการณ์จากการที่เคยทำรีสอร์ทอยู่ที่เมืองปาย แกเลยเข้ามาปรับปรุงจนบ้านนั้นน่าอยู่น่าเข้าพัก

….แต่เรื่องมันไม่ได้สมูทลื่นไหลดั่งอย่างที่ลุงจำรัสคิดไว้  พอมีคนเข้ามาพักได้ไม่ถึงข้ามคืน ก็ต้องรีบขนของย้ายออกกลางดึกทุกรายไป มีอยู่ครอบครัวหนึ่งเดินทางมาจากปทุมธานี เข้ามาพักสามคนพ่อแม่ลูก
ลูกสาวอายุประมาณสิบเจ็ดสิบแปด พอตกกลางคืนทั้งหมดก็เข้านอน นอนเล่นดูทีวีกันไปได้สักพัก ก็มีเสียงดังสนั่นหวั่นไหวเหมือนมีคนเอาไม้ท่อนใหญ่ๆ  กระทุ้งพื้นเรือนจากทางใต้ถุนขึ้นมาตรงที่ลูกสาวครอบครัวนั้นนอนอยู่ กระทุ้งจนรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนไปทั้งบ้าน….

ตัวพ่อก็คว้าไฟฉายวิ่งออกไปทางหน้าบ้าน ส่องไฟฉายชะโงกดูที่ใต้ถุนเรือนกวาดสายตามองไปจนทั่ว  ก็ไม่เห็นว่ามีใครทำอะไรอยู่ แต่เสียงและแรงกระแทกกระทุ้งนั้นก็ยังดำเนินต่อเนื่องเป็นจังหวะสม่ำเสมออยู่ตลอด
เวลา….ตึง ตึง ตึง ตึง !!…ดังอยู่อย่างนี้ จนทั้งหมดต้องรีบขนของย้ายออกทันที….

….เมื่อลุงจำรัสเล่าจบ  ผมก็ถามต่อไปอีกว่า… ” พอรายนี้หนีไป ลุงก็เลยปิดกิจการเลยใช่มั้ยครับ ? “…ลุงจำรัสแกกลับหัวเราะ

แล้วแกก็ตอบกลับมาว่า… ” ยังๆ ยังมีอีกหลายราย นี่มีอยู่รายหนึ่งข้าจะเล่าให้ฟัง โคตรน่ากลัวเลยว่ะ เรื่องมันเป็นอย่างงี้ “……..

ครู พราหมณ์เมศ วาสุเทพ ปรึกษาดวงชะตา รับวางเบอร์มงคลตามดวงชะตากำเนิด เปิดสอนโหราศาสตร์เลขศาสตร์และพยากรณ์ศาสตร์
อ.พราหมณ์เมศ วาสุเทพ

.
….( เรื่องราวที่ลุงจำรัสกำลังจะเล่าต่อไป จะเป็นอย่างไร ” ผีที่คุ้มเจ้าหลวง ” ยังคงต้องติดตามกันต่อไปอีกนะครับ….)

ผีคุ้มเจ้าหลวง ตอนที่ 14

Share good thing with:

2 Comments

  1. กว่าจะอัพทีนึงทิ้งระยะนานมากเลยนเนอะหลังๆนี้

    1. อ. ติดหลายงาน แต่ก็ยังสละเวงามาเขียนเล่าให้อยู่จ้า ขอบคุณที่ติดตามนะค้า

Leave a Reply