เรื่องเล่า : พญานาค..ในวัยเด็ก..ที่เคยเจอ

rainbow snake

…ป ร ะ ส บ ก า ร ณ์ …” พญานาค “… ใ น วั ย เ ด็ ก …

…พ อ เ ห็ น ล ะ ค ร อิ น เ ดี ย เ รื่ อ ง … ” น า คิ น “…ม า ฉ า ย…

…ผมก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงเหตุการณ์ประหลาดใจที่ยังหาคำตอบไม่ได้ มาจนทุกวันนี้ ??!!…

….ราวปีพศ. 2519 ขณะนั้นผมเองได้เรียนอยู่ชั้นประถมปีที่  7 โรงเรียนวัดเบญจมบพิตร

ทุกๆวันผมก็ออกเดินทางไปโรงเรียนตั้งแต่เช้าตรู่  ผมเดินไปตามฟุตบาทของถนนศรีอยุธยา

ความร่มรื่นบนเส้นทางนี้มันทำให้ผมไม่อยากขึ้นรถเมล์เลย ถ้าถามว่าไกลมั้ย สำหรับเด็กกรุงเทพฯอายุ 12 ปี

ก็จัดว่าไกลอยู่ไม่ใช่เล่น หมอกบางๆบนผิวน้ำในคลองที่ล้อมสนามม้านางเลิ้งทางฝั่งซ้ายมือมันเป็นเสน่ห์ที่อย่างหนึ่ง

ที่ทำให้ผมรู้สึกเพลิดเพลินจนลืมความไกลของเส้นทาง ตลอดเส้นทางก็มีต้นมะขามเป็นแนวยาวไปตลอดเส้นทาง

….มองไปด้านขวาก็เห็น พระราชวังสวนจิตรลดา ที่มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นปกคลุมริมรั้วเขียวครึม ระงมไปด้วยเสียงนกเสียงกา

มีรูปปั้นน้ำพุรูปพญานาครูปกินรี อีกทั้งยังมีบัวที่มีใบขนาดใหญ่ยักษ์ ที่ใครๆ ในสมัยนั้นเรียกติดปากว่า ” บัวกระด้ง ”

เดินเพลินๆ  พอข้ามสะพานข้ามคลองเปรมประชากร สมัยนั้นยังมีก๊วยเตี๋ยวเรือ ชามละ สิบสลึงขายอยู่เลย

สักพักผมก็มาถึงหน้าประตูวัดเบญจฯ ที่ทุกเช้าจะต้องมีรถเก๋งมาจอดรอใส่บาตร

เป็นภาพที่ยังอยู่ในความทรงจำของผมจนถึงทุกวันนี้

….ทุกวันผมมักจะมาถึงก่อน ที่โรงเรียนจะเปิดประตู ไม่มีครูไม่มีนักเรียนคนไหนมาถึงก็ผมเลย กิจวัตรของผมก็คือ

การเดินไปนั่งดูเต่าดูตะพาบน้ำที่ศาลาเจ้าคุณฯข้างบ่อเต่า ภายในวัดเบญจฯทุกเช้า บางวันผมก็เตรียมนมปังมาจากบ้าน

เพื่อโยนให้เจ้าเต่าและปลาในบ่อนี้กินกัน บางวันผมก็เดินไปนั่งเล่นอยู่หน้าโบสถ์ ฝึกความอดทน

โดยการนั่งไปบนพื้นหินที่เย็นจัด เพราะโบสถ์สร้างด้วยหินอ่อนทั้งหลัง เด็กนักเรียนชั้นประถมก็นุ่งกางเกงขาสั้น

พอผมหย่อนก้นลงนั่งที่พื้นหน้าโบสถ์เท่านั้นแหละ ก็ต้องถึงกับสะดุ้งเพราะความเย็นจัดทีสะสมอยู่ในตัวหินอ่อน

ก็สนุกอยู่คนเดียวอย่างนี้ทุกวัน

….ในเช้าวันหนึ่ง เป็นวันที่มีหมอกหนามาก อากาศค่อนข้างหนาว ผมก็เดินทางมาตามเส้นทางปกติเหมือนกับทุกวัน

แต่พอเดินมาถึงหน้าประตูใหญ่ของวัดเบญจฯ ผมก็เปลี่ยนใจไม่เดินเข้าวัด ไม่ไปเล่นที่หน้าโบสถ์ไม่ไปดูเต่าที่บ่อ

แต่ก็เลือกที่จะเดินตามถนนนครปฐมซึ่งเป็นถนนเส้นเล็กๆสั้นๆหน้าวัด ผมคิดว่าจะเดินไปที่กุฎิเจ้าคณะ 5 ..

ซึ่งเป็นกุฎิของท่านพระครูฯ ซึ่งผมต้องมีหน้าที่ประจำในการประเคนน้ำชาในช่วงบ่ายทุกวันพุธ

ขออาศัยนั่งฆ่าเวลาหลบความหนาวอยู่บนบนกุฎิสักพัก  จนกว่าประตูโรงเรียนจะเปิด ..

….แต่ยังมิทันจะเดินเลี้ยวเข้าประตูใหญ่ทางเข้ากุฎิ ผมก็ต้องสะดุ้งสุดตัว เมื่อผมได้เห็นงูขนาดใหญ่ค่อยๆเลื้อยตัดหน้า

ระยะที่งูเลื้อยอยู่ก็ห่างจากจุดที่ผมยืนราวๆสักห้าหกเมตร ทิศทางที่งูเลื้อยมานั้นมาจากด้านคลองเปรมประชากร

มุ่งหน้าเข้าประตูใหญ่ทางเข้ากุฎิ ลำตัวงูนั้นมีขนาดประมาณสามนิ้วมือ แต่ความยาวนั้นประมาณไม่ได้

สีของงูตัวนั้นก็เป็นสีดำเลื่อมๆสลับสีรุ้ง คล้ายงูแสงอาทิตย์ แต่ก็ไม่ใช่งูแสงอาทิตย์แน่

แต่สิ่งที่แปลกและเป็นเรื่องอัศจรรย์ไปกว่าการเห็นงูก็คือ ผมจะเห็นงูตัวนั้นเป็นภาพสลับๆกันระหว่างภาพที่เสมือนจริง

กับภาพของงูที่มีความโปร่งใส สลับกันอยู่อย่างนี้ จนผมคิดว่าผมเองตาฝาดไป ราวกับว่า เห็นบ้างไม่เห็นบ้างอยู่อย่างนั้น

สักพักร่างงูนั้นก็พุ่งพรวดเดียวหายเข้าไปในประตูใหญ่ทางเข้ากุฎิ

…จากนั้นผมก็จดๆจ่อๆ กล้าๆกลัวๆ ไม่รู้ว่าเจ้างูประหลาดตัวนี้มันเลื้อยไปรึยัง ลังเลอยู่ได้สักพักเหงื่อก็แตกออกมา

ทั้งที่อากาศหนาวๆนี่แหละ จากนั้นผมก็ตัดสินใจเดินตรงไปที่กุฎิเจ้าคณะ5 ตามที่ตั้งใจไว้..

….พอผมเดินขึ้นไปนั่งบนกุฎิได้สักพักใหญ่ ก็เห็นไอ้สังข์ เพื่อนร่วมห้องเดียวกับผม กลับจากเดินตามหลังพระครูฯ

บิณฑบาตร มันสะพายทั้งย่ามหิ้วทั้งปิ่นโตพะรุงพะรังตะเกียกตะกายขึ้นกุฎิมา

ในขณะที่พระทุกรูปในวัดเตรียมฉันเช้ากันที่ศาลาใหญ่

ไอ้สังข์ มันไม่ใช่เด็กวัดธรรมดา มันเป็นลูกชายเศรษฐีเมืองลำพูน ที่พ่อมันเอามาฝากท่านพระครูฯดูแล

” อ้าว มาทำไมว่ะ ไม่ไปโรงเรียน ” ไอ้สังข์มันเอ่ยทักผม แล้วมันก็ค่อยๆทยอยเก็บของเข้าตู้เย็น

” กูกะจะเข้ามาหลบหนาวในกุฎิ ข้างนอกแม่งโคตรหนาวเลย เอ็งไม่หนาวเหรอว่ะไอ้สังข์ ” ผมก็คุยกับไอ้สังข์ไป

มือก็ช่วยมันเก็บของ .. ไอ้สังข์มันก็ตอบกลับมาว่า ” หนาวซิว่ะ ตื่นตั้งแต่ตีสี่ครึ่งเตรียมออกรับบาตรกับหลวงลุงทุกวัน ”

…” เออ เมื่อกี้กูเห็นงูประหลาดว่ะ น่ากลัวฉิบหายเลย ” ผมก็เล่าเรื่องงูตัวที่ผมเจอให้ไอ้สังข์ฟัง

พอไอ้สังข์มันฟังเรื่องที่ผมเล่าจบ มันก็เข้าห้องไปเปลี่ยนชุดนักเรียน แต่งตัวเสร็จมันก็หิ้วกระเป๋า เรียกผมให้ไปโรงเรียนกัน

…โดยปกติ ไอ้สังข์เป็นเด็กเรียบร้อย ผิวพรรณดี เหมือนเด็กที่เกิดมาจากตระกูลที่ดี มันก็ไม่ค่อยเล่นค่อยคุยกับใคร

นอกจากผมคนเดียวที่มันให้ความสนิทสนมกว่าเด็กคนอื่นๆในห้อง

…” วันนี้ เอ็งต้องไปถวายน้ำชาพระอาจารย์ฯตอนบ่ายไม่ใช่รึ เอ็งก็ลองเล่าเรื่องงูที่เอ็งเห็นให้พระอาจารย์ฟังซิ ”

ไอ้สังข์มันแนะผม ผมเองก็เห็นดีด้วย..

…ตกบ่ายวันนั้น ผมมีหน้าที่เป็นตัวแทนนักเรียนที่ต้องนำน้ำชาไปถวายพระอาจารย์เป็นปกติ หลังจากที่ผมได้ประเคนน้ำชาแล้ว

ผมก็ได้เล่าเหตุการณ์เกี่ยวกับงูที่ผมพบเจอมาให้ท่านพระอาจารย์ฯได้ฟัง

พระอาจารย์ฯ ก็ได้อธิบายในสิ่งที่ผมได้พบเจอกลับมา จับใจความได้ว่า…

….ตรงตำแหน่งบริเวณที่ผมได้พบเห็นงูตัวนั้น ก็มีพระในวัดหลายรูปได้พบเจอ และงูนั้นก้ไม่ใช่งูอย่างที่เราเข้าใจ

แต่นั้นคือ ” พญานาค “…!!

พญานาค เป็นสัตว์กึ่งเทพ ที่มีหน้าที่ปกปักษ์รักษาพื้นที่ในเขตธรณีสงฆ์ จะให้ใครเห็น หรือไม่ให้ใครเห็นก็ได้

จะมาในรูปแบบใดก็ได้ ไม่จำกัดว่าจะต้องมาในภาพของงูด้วยซ้ำ อาจมาในรูปของสัตว์อื่นก็ได้

…ส่วนคนที่จะเห็นพญานาคนี้ ก็มีอยู่แค่สองอย่าง คือหนึ่ง คนที่มีกุศลจิตมาก

กับอีกพวกหนึ่ง คือพวกที่กำลังจะมีเคราะห์เพราะเหตุแห่งการกระทำชั่ว

พระอาจารย์ยังกำชับว่า อย่าไปเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังนะ เพราะหากเราเล่าไป ก็จะมีทั้งคนที่เชื่อและคนที่เค้าไม่เชื่อ

จึงไม่ส่งผลดีกับตัวผู้พูด …แต่ผมก็นึกในใจว่า ” ไม่ทันแระ รู้กันไปทั้งโรงเรียนแระ “..

…ผมฟังเรื่องราวทั้งหมดที่พระอาจารย์สอนแล้ว ก็พอจะเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ตามประสาเด็ก..

….จากนั้นผมก็กราบลาพระอาจารย์ เพื่อกลับไปเรียนหนังสือต่อ…

….ผ่านเหตุการณ์นั้นไปได้ราวหลายสัปดาห์ จนผมลืมเรื่องพญานาคไปแล้ว เช้าตรู่วันหนึ่งผมก็เดินไปนั่งดูเต่าที่บ่อเต่า

รอประตูโรงเรียนเปิดเหมือนเดิม แต่เช้าวันนี้มันมีความผิดปกติไปจากเดิม คือว่ามันมีเด็กโตสองคน มายืนดูเต่าที่บ่อ

อายุของไอ้สองคนนี้ มันแก่กว่าผมสักห้าหกปีได้ มันยืนพิงราวกันตกที่ขอบบ่อ แล้วชี้โน้นชี้นี่กัน สักพักเดียว ก้มีเสียงดัง

โครมครามในน้ำ มันเป็นเสียงของตะพาบน้ำตัวโตดิ้นตีน้ำ จนน้ำกระจาย ผมรู้ได้ทันที ไอ้บ้าสองคนนี่มันมาแอบตกตะพาบน้ำ

…มันเอาสายเบ็ดไปผูกไว้กับรั้วราวเหล็ก จึงไม่มีคันเบ็ดให้เป็นที่สังเกตุ พอตะพาบตัวใหญ่กระดองกว้างเกือบเมตรติดเบ็ด

ไอ้บ้าสองคนนี้มันก็จัดการลากตะพาบขึ้นมาบนถนน ผมจึงลุกขึ้นชี้หน้ามันสองคนด้วยความลืมตัว

….” กูจะฟ้องเจ้าคณะว่าพวกมึงขโมยตะพาบไปขาย “…เท่านั้นแหละคุณเอ๊ย..หนึ่งในสองคนนั้น มันก็วิ่งตรงเข้ามาหาผม

ผมก้ไม่รอช้าคว้ากระเป๋านักเรียนได้ก็ใส่เกียร์หมา วิ่งอย่างไม่คิดชีวิตเลย…

….เด็กวัยรุ่นที่วิ่งไล่ผมมาติดๆมันตัวใหญ่กว่าผมมาก มันวิ่งไล่กรวดจนมันคว้าคอเสื้อด้านหลังผมไว้ได้

แต่ผมก็ยังวิ่งต่อไม่ยอมหยุด เพราะถ้าผมหยุด ผมต้องโดนมันกระทืบแน่

ผมก็วิ่งไปตามถนนนครปฐมเส้นเดิม เพื่อหวังว่า ถ้าถึงโรงเรียนคงจะมีคนช่วยผมได้บ้าง

….แต่ก็เป็นที่หน้าแปลก อยู่ๆไอ้บ้านั้นมันก็ปล่อยมือจากปกเสื้อผม แต่ผมเองก็ยังวิ่งอยู่ไม่ยอมหยุด สักพักผมตั้งสติได้

ผมมีความรู้สึกว่า ไอ้บ้านั้นมันไม่ได้วิ่งตามผมมา ผมจึงหยุดแล้วหันหลังกลับไปมองมัน ปรากฎว่า

มันวิ่งกลับไป เหมือนวิ่งหนีอะไรบางอย่าง…ผมก็มองดูรอบตัว ก็ไม่มีใครมาช่วย ก็ไม่มีตำรวจ หรือ ครู หรือพระ ที่มันต้องกลัว

ผมมาคิดทบทวนดู ตอนที่ไอ้วัยรุ่นมันปล่อยมือจากคอเสื้อผม มันก็อยู่ใกล้กับจุดที่ผมเคยเห็นงูประหลาด

คิดไปคิดมา ก็ยังไม่แน่ใจว่า ทำไมมันถึงปล่อยมือจากคอเสื้อ แล้ววิ่งกลับ แทนที่จะหยุดยืน หรือ เดินกลับ ยิ่งคิดยิ่ง งง

…พอช่วงสายก่อนจะเข้าแถวเคารพธงชาติ ผมก็เล่าเรื่องเจอเด็กวัยรุ่นขโมยตะพาบวิ่งไล่กระทืบ พอเล่าลักษณะให้เพื่อนๆฟัง

ไอ้เทพ เพื่อนผม มันก็บอกว่าเป็นเด็กแถวซอยหลังวัดชื่อไอ้เอก มันเป็นเด็กเกเรชอบลักขโมยของวัด หากินอยู่แถวสนามม้า

แถมไอ้เทพยังขู่ผมอีกว่า

” เอ็งระวังตัวไว้เหอะ มันเจอเอ็งอีก มันก็ต้องเล่นเอ็งอีกแน่ “…จากวันนั้น ผมก็ดำเนินชีวิตไปตามปกติ

ผมเองก็ไม่เคยเจอไอ้เด็กสองคนนั้นอีกเลยนะ

….หลายวันผ่านไป…ไอ้เทพมันเจอหน้าผม มันก็ตะโกนบอกผมว่า ” เอ็งไม่ต้องกลัวไอ้พวกขโมยตะพาบไล่กระทืบเอ็งแล้ว

เพราะเมื่อคืน ไอ้เอกมันขี่มอไซด์ไปชนกับรถบรรทุกแถวนางเลิ้ง “…ผมฟังแล้วก็ไม่ได้รู้สึกดีใจ หรือ เสียใจอะไร

แต่กลับมานั่งนึกถึงคำของพระอาจารย์ฯ ที่ว่า…

….คนที่เห็นพญานาคมีอยู่สองพวก คือพวกที่มีจิตเป็นกุศล กับพวกที่กำลังจะมีเคราะห์ร้ายเพราะการกระทำชั่ว

หรือวันนั้น ที่ไอ้เอกมันปล่อยผมแล้ววิ่งหนีกลับไป มันคงเห็นพญานาค….หรือ พญานาค มาช่วยผม !!

….ผมก็คิดไปตามประสาเด็ก เท่าที่จะคิดได้ในตอนนั้น แต่ถึงอย่างไรก็ดี .. เรื่องราวที่ผมเล่าให้ฟังมาทั้งหมดนี้เป็นเรื่องจริง

ที่ผมเองก็ถือว่า เป็นประสบการณ์เรื่องประหลาดที่ยังหาคำตอบไม่ได้ จนถึงทุกวันนี้….

พราหมณ์เมศ วาสุเทพ

 

Share good thing with:

Leave a Reply