ต ก ก ล า ง คื น ก็ เ ห็ น รู ป เ ท ว ด า ข ยั บ หั ว
ห มุ น ไ ป ม า ไ ด้
ค น ใ น บ้ า น พ า กั น ก รี ด ร้ อ ง
จ น ต้ อ ง จ้ า ง ว า น ใ ห้ ค น ขั บ ร ถ เ อ า ม า คื น
………………………………………………………

พอสิ้นคำพูดของคุณโจ้ไม่เท่าไหร่ กระดิ่งที่แขวนอยู่ที่ชายคาโบสถ์ทั้งหมดร่วมร้อยใบ มันก็พร้อมใจกันสั่นตัวเอง ส่งเสียงดังสนั่นหวั่นไหว จนผมกับคุณโจ้ตกใจ และเกิดความหวาดกลัว ขนลุกซู่ขึ้นมาเหมือนโดนผีหลอก  ผมกับคุณโจ้ไม่ได้นัดกันวิ่ง  แต่เราวิ่งออกจากที่ตรงนั้นพร้อมกันต่างหาก…

….พอเราสองคนขึ้นมานั่งบนรถได้ ผมก็ถามคุณโจ้ว่า…
“คิดว่า มีอะไรบางอย่างพยายามที่จะไล่เราออกจากวัดนี้ มั้ย ? ”
คุณโจ้ก็ตอบกลับมาว่า … “ถึงไม่มีอะไรมาไล่ ผมก็ไม่คิดที่จะอยู่นานหรอกครับอาจารย์ เรารีบไปกันเถอะ” ..
แล้วคุณโจ้ก็สตาร์ทรถ รีบออกจากวัดทันที… ฟ้าก็เริ่มมืดลง ในขณะที่รถเลี้ยวออกจากวัดไปได้ไม่กี่สิบเมตร
ก็ปรากฎร่างชายแก่หลังโก่ง  เดินเอามือไข้วหลังข้ามถนนผ่านหน้ารถเราสองคนไปอย่างช้าๆ ในระยะห่างจากรถเราพอสมควร  แต่พอรถวิ่งผ่านเข้าไปใกล้ชายแก่คนนั้น  ผมก็จำได้ทันทีว่า  เป็นคนเดียวกันกับที่ผมเห็นตรงประตูหลังวัดแน่ๆ  .. ผมจึงบอกให้คุณโจ้รีบหยุดรถก่อน  เพื่อที่จะได้จบข้อสงสัยกับชายแก่คนนี้สักทีว่า… แกเป็นคน หรือ ว่าแกเป็นผี กันแน่ !!!…

….คุณโจ้แตะเบรคจนหัวของผมแทบจะพุ่งชนกระจก  ผมรีบเปิดประตูก้าวลงจากรถทันที  เพื่อที่จะได้ไปหาชายแก่หลังโก่งคนนั้น  แต่พอผมลงจากรถเท้าแตะถึงพื้น ตั้งหลักได้ ก็กวาดตามองหาชายแก่คนนั้น แต่แล้วชายคนนั้นกลับหายไป ผมพยายามมองหา  มองไปจนทั่วทุกทิศทุกทาง  แต่ก็มองไม่เห็นชายแก่คนนั้น จะว่าฟ้ามืดลงจนมองไม่เห็น ก็ไม่ใช่  ช่วงนั้นมันเป็นช่วงผีตากผ้าอ้อม  กลางวันกลางคืนต่อกันพอดี  เป็นเวลาพลบค่ำ ที่โบราณเค้าเรียกว่า “เข้าไต้เข้าไฟ”

…ผมจึงได้สอบถามคุณโจ้ว่า…”เมื่อกี๊ คุณโจ้เห็นผู้ชายแก่ๆ หลังงอๆ เดินข้ามถนนผ่านหน้ารถเราไปรึป่าวครับ “…
คุณโจ้ หันมามองหน้าผมแล้วตอบกลับมาว่า.. “ไม่เห็นนี่ครับ ผมยังไม่รู้เลยว่าอาจารย์ให้ผมหยุดรถทำไม”..
ผมกำลังยืนงง  ตั้งข้อสงสัยอยู่ว่าชีวิตผมในช่วงนี้ยังคงต้องสัมผัสอยู่กับเรื่องผีไปอีกนานมั้ย…

แล้วคุณโจ้ก็เรียกผม
…” อาจารย์ครับ รีบขึ้นรถเลยครับ เร็วๆ เลยเร็วๆ เลย “..คุณโจ้ทำเสียงตื่นเต้น
จนผมต้องรู้สึกหวาดๆ ด้วยสีหน้าและท่วงท่าอันตื่นเต้นของคุณโจ้นี่แหละ ที่ทำให้ผมต้องรีบกระโดดขึ้นรถ
แล้วเหวี่ยงประตูปิดอย่างเร็ว  พอผมขึ้นมานั่งบนรถเรียบร้อย  คุณโจ้ก็ชี้ให้ผมดูที่พื้นถนนตรงด้านหน้ารถ
ผมเห็นอะไรบางอย่าง  เป็นเส้นลำขนาดประมาณเท่าท่อนแขน  สีดำเลื่อมเป็นมันวาวเมื่อสะท้อนกับแสงไฟจากหน้ารถ  พอมันเริ่มเคลื่อนไหว  ผมก็รู้ได้ทันทีว่า  มันต้องเป็น “งู” อย่างแน่นอน…

….ผมหันไปมองหน้าคุณโจ้แว๊บหนึ่ง  เห็นคุณโจ้มองเจ้างูตัวนั้น  ด้วยอาการอ้าปากตาค้าง  แล้วผมก็หันกลับมาจ้องมองเจ้างูตัวใหญ่ตัวนั้นเหมือนเดิม .. “งูอะไรว่ะ ตัวโคตรใหญ่เลย” คุณโจ้พูดขึ้นมาลอยๆ  จะว่าไป เจ้างูตัวนี้มันก็ใหญ่จริงๆ นะ มันเลื้อยพาดผ่านถนนกว้างราวสี่เมตรไป   ขนาดมันเลื้อยไปสักพักก็ยังไม่เห็นหัวเห็นหาง สักอึดใจหนึ่งเราถึงจะเห็นปลายหางของมันค่อยๆ เคลื่อนผ่านไหล่ทาง พ้นพงหญ้าขึ้นมา แสดงว่าเจ้างูตัวนี้น่าจะยาวประมาณสัก หกเมตร..!!

….ผมเองไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องงู  แต่ก็พอจะแยกประเภทงูได้  ดูจากลักษณะของสันหลัง สีที่ดำเป็นเลื่อม
และขนาดที่ทั้งใหญ่และยาว  ผมมั่นใจได้เลยว่า มันต้องเป็น “งูจงอางดำ” อย่างแน่นอน ..
….เจ้างูจงอางตัวนี้  มันเลื้อยผ่านหน้ารถเราไป  ด้วยการที่มันหันหัวและเลื้อยทับเส้นทางที่ชายแก่คนนั้นเดินหายไป…
.. “งูเจ้าที่” .. ผมเผลอตัว สบถออกมา .. “อาจารย์ว่าเป็นงูเจ้าที่เหรอครับ ? ผมเองก็คิดอย่างนั้นนะ” คุณโจ้ก็เออออไปด้วย

….ชาวนาแถวนี้เค้าใช้สารเคมีน้อย  จนถึงอาจจะไม่ได้ใช้เลย  สังเกตจากสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยที่มีให้เห็นอยู่มากมายตามท้องนาระบบนิเวศน์ก็คงน่าจะดีอยู่  ห่วงโซ่อาหารอุดมสมบูรณ์  จึงไม่แปลกที่จะมีงูตัวใหญ่ๆขนาดนี้อยู่  แต่ที่แปลกนั้นก็คือ จุดที่ผมเห็นชายแก่คนนั้นเดินหายไป กลับกลายเป็นงูตัวใหญ่มาแทนในจุดเดียวกัน  แล้วในขณะที่ผมมองเห็นชายแก่คนนั้นเดินตัดหน้ารถ  แต่คุณโจ้กลับไม่เห็นใครเดินผ่านหน้าสักคน
นอกจากเจ้างูตัวนั้นเลื้อยตัดหน้ารถไป…

….แล้วเราสองคนก็มุ่งหน้าเดินทางกลับเข้าเมืองเชียงใหม่กันต่อไป ผมเอ่ยถามคุณโจ้ถึงเรื่องการหาข้อตกลงกับทางวัดว่าสรุปลงอย่างไร  คุณโจ้ก็ได้แต่พูดว่ากรรมแท้ๆ กรรมแท้ๆ ที่ต้องมาทะเลาะกับพระ แล้วก็พูดทำนองว่า ให้ผมสบายใจเถอะเรื่องนี้คุณโจ้จะรับผิดชอบเพียงคนเดียว  ผมฟังแล้วก็ไม่อยากที่จะเซ้าซี้ ก็เลยเปลี่ยนเรื่องคุยไป

….ผ่านเรื่องวัดหัวรินไปได้ไม่ถึงสัปดาห์ งานใหม่ก็ไหลเข้ามาหาเราสองคนอีก ..ทางธนาคารเจ้าของเงินทุน ที่โครงการฯ ซ่อมบำรุงคุ้มเจ้าหลวง เพื่อปรับปรุงเป็นพลาซ่า กลางเวียง…
พูดง่ายๆ  ก็คือเจ้าหนี้รายใหญ่ของพ่อเลี้ยง  ได้ส่งหนังสือมาเพื่อแจ้งถึงกำหนดเวลาที่จะต้องเข้ามาตรวจสอบความคืบหน้าของโครงการฯ  พ่อเลี้ยงจึงได้เรียกผมกับคุณโจ้และฝ่ายการเงิน รวมพนักงานอีกสักสองสามคน เข้าประชุมภายในเป็นการด่วน  พ่อเลี้ยงถามถึงความคืบหน้าของการปรับปรุง คุ้มเจ้าหลวงว่าเป็นไปตามตารางเวลา หรือไม่อย่างไร  คุณโจ้ก็รายงานว่า ยังขาดในส่วนของหัวข้อการอนุรักษ์สถาปัตยกรรม ให้คงอยู่ในยุคสมัยเดิม ซึ่งใน proposal  ที่ทางสถาปนิคประจำโครงการฯ ในยุคเริ่มต้น ได้ยื่นให้กับทางธนาคารมีเนื้อหาว่า   รั้วลูกกรงราวบันไดจะต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เป็นงานไม้กลึงและแกะสลักให้ตรงกับในยุคนั้นทั้งหมด  ซึ่งก่อนหน้านั้นก็มีการปรับเปลี่ยนซ่อมแซมกันไปตามเรื่อง  ทำให้งานดูไม่กลมกลืน ไม่เป็นไปตามยุคสมัย  ตัวเลขตามรายการรวมทั้งสิ้นที่ต้องใช้ไม้ลูกกรงรวมเป็นจำนวนทั้งหมด  200 ชิ้น ..

….เมื่อการประชุมเสร็จสิ้นลง พ่อเลี้ยงก็สั่งให้คุณโจ้เร่งดำเนินการในส่วนที่ยังค้างอยู่ให้เสร็จก่อนสิ้นเดือนนี้
ทีนี้คุณโจ้ก็เลยหันมาปรึกษาผมว่าจะเอาอย่างไงดี   ผมจึงเสนอความคิดเห็นไปว่าเรามีพันธมิตรที่มีความรู้ทางด้านแหล่งไม้  อยู่หลายคนที่อำเภอสันกำแพง  ก็คงต้องไปขอให้คนทางนั้นช่วยชี้แนะช่องทาง  เวลาเหลืออยู่อีกไม่กี่วันคงรออะไรไม่ได้  เราสองคนจึงไม่รอช้า  รีบมุ่งหน้าตรงไปยังสันกำแพงทันที…

….งานไม้ที่เราต้องการนั้น  เป็นงานไม้ที่อยู่ในยุคอาณานิคม  หรือที่เรียกกันติดปากว่า สถาปัตยกรรมรูปแบบ colonial  นั้นแหละครับ  โดยมากงานเหล่านี้จะมีมากในฝั่งพม่า โดยที่พ่อค้าชาวพม่าจะลักลอบเอา
ของเก่าเหล่านี้มาข้ามมาขายกันแถบตลาดแม่สอด  มีทั้งของเก่าจริงๆ  และของใหม่ทำเทียมเลียนแบบก็มีให้เลือกมากมาย

….พอขับรถเข้าเขตอำเภอสันกำแพง  ผมกับคุณโจ้ก็ตรงไปยังบ้านลุงจำรัสทันที  ลุงจำรัสคนนี้แกเคยค้าขายอยู่แถวตลาดแม่สอดชายแดนจังหวัดตาก  แกก็น่าจะให้คำแนะนำได้ว่าควรจะหาซื้อกับใครหรือร้านไหน ที่เราจะไม่ถูกเอาเปรียบเรื่องของเก่าจากฝั่งพม่า  แกจะรู้จักแหล่งที่ซื้อหาเป็นอย่างดี  พอเราได้เจอกับลุงจำรัส เราทั้งสองก็พูดถึงความต้องการของเราให้ลุงจำรัสฟัง  จากนั้นเราทั้งสามก็ได้นัดแนะกันเพื่อจะเดินทางไปแม่สอดในวันรุ่งขึ้น…

….ตกบ่ายของวันรุ่งขึ้นเราทั้งสามคนก็มาถึงตลาดแม่สอด  กว่าจะขับรถกันมาถึงก็ต้องผ่านโค้งเป็นร้อยโค้งทีเดียว  จึงเข้าใจเลยว่า  นั่งรถจนเมื่อยเอว  มันเป็นอย่างนี้นี่เอง.. ลุงจำรัสให้เราจอดรถที่ร้านขายเฟอร์นิเจอร์เก่าต้นๆทางผมลงจากรถ  ก็เห็นว่าร้านนี้เป็นร้านขายเฟอร์นิเจอร์ยุโรปเก่าๆ  มีทั้งตู้ไม้สองตอนกระจกบานโค้ง  ตู้คอมโมท  ชุดหลุยส์  เครื่องแก้วโบฮีเมี่ยน  ตะเกียงเช็คโก  โคมระย้า  และข้าวของเครื่องใช้อีกสารพัด  ลุงจำรัสพาผมกับคุณโจ้ไปพบกับชายเจ้าของร้านชื่อ  เฮียโหงว  แกเป็นคนจีนอ่ะนะ แกพูดภาษาไทยกลางแต่ก็ยังติดสำเนียงจีนอยู่ดี  เมื่อเฮียโหงวแกรับรู้ความต้องการของเรา  ก็พาเราทั้งสามคนเดินเข้าไปด้านหลังร้าน  ซึ่งเป็นตรอกแคบๆ  ในนั้นเป็นที่ตั้งของโกดังขนาดใหญ่พอสมควร  เฮียโหงวแกก็สั่งให้เด็กคนงานลากประตูเลื่อนบานใหญ่เพื่อเปิดโกดัง…ดูจากความฝืดของประตูแล้ว  โกดังแห่งนี้คงไม่ค่อยได้เปิดเป็นแน่…

….ทันทีที่ประตูบานเลื่อนเปิดออก  กว้างได้ราวสักหนึ่งเมตร  ผมก็ได้กลิ่นฝุ่นและกลิ่นอับ  ปะปนกับกลิ่นสนิมเหล็ก  ถึงแม้นจะรู้สึกไม่ดี  แต่กลิ่นอย่างนี้ก็ทำให้ผมนึกถึงตอนที่ผมได้เข้าไปอยู่ในคุ้มเจ้าหลวงในวันแรกๆ
โกดังนี้มีระดับความสูงมากกว่าสิบเมตร  และหลังคาก็มุงสลับด้วยกระเบื้องโปร่งแสง  จึงทำให้โกดังแห่งนี้สว่างในเวลากลางวันได้โดยไม่ต้องเปิดไฟ เฮียโหงวแกพาเราเดินไปที่กองรั้วลูกกรงราวบันได  ที่วางกองกันอยู่อย่างระเกะระกะ แล้วเฮียโหงวก็เอ่ยถามพวกเราว่า …”ของล่ายมาจากบ้านฝรั่งในพม่า มีอย่างเงี้ย ใช้ล่ายอ่ะป่าว ลื้อจะเอาก็เอาน้า อั๊วก็มีอยู่แค่เนี้ย “…

….ผมก็เข้าไปดูรายละเอียดของงานใกล้ๆ  ผมนึกในใจว่านี่มันเป็นงานศิลป์อินเดีย  น่าจะทำจากอินเดียแล้วนำมาปลูกสร้างเรือนอาคารให้พวกคนอังกฤษที่อยู่ในพม่าเป็นแน่  ซึ่งก็สอดคล้องกับการออกแบบของ
สถาปนิคคนก่อน ผมจึงตอบกลับไปว่า “เถ้าแก่ครับ เท่าที่มองดูของก็พอใช้ได้นะครับ แต่ผมอยากทราบว่าจำนวนมันจะพอเท่าที่ผมต้องการหรือป่าว ถ้าของพอ  เราค่อยมาตกลงราคากัน “… เฮียโหงวแกก็ให้ลูกน้องแก รื้อกองไม้ลูกกรงออกมานับ พอคนงานเริ่มขยับรื้อกองไม้ออก  ฝุ่นก็ฟุ้งขึ้นจนผมเองต้องเอามือปิดจมูกแล้วเดินถอยห่างออกมา…

….เฮียโหงวเห็นว่าฝุ่นมันฟุ้งกระจายเต็มไปหมด  แกจึงชวนพวกเราทั้งหมดไปดูไม้เก่าที่อยู่ด้านหลังของร้านแก  พอเราเดินออกมาจากโกดัง  ก็รู้สึกหายใจได้เต็มปอดขึ้นกว่าเดิมมาก  เฮียโหงวพาเราเดินมาถึงกองไม้เก่าที่วางอยู่ในที่โล่งหลังร้านค้า  เฮียแกบอกกับเราว่า  ถ้าต้องการไม้เก่าที่มีอายุเป็นร้อยปี  ก็มาดูที่นี่นะ ผมเดินมองดูรอบๆ กองไม้ ก็เห็นว่ามีทั้งไม้กระดาน  ไม้ฝา  ไม้เสา  กรอบวงกบ  ประตูหน้าต่าง แต่ผมก็ต้องมาหยุดอยู่ตรงเสาต้นใหญ่ต้นหนึ่ง ที่วางแยกออกมาจากกองไม้ส่วนใหญ่  เสาต้นนี้วางในแนวตั้งพิงอยู่ที่คานไม้ เสาต้นนี้ดูเหมือนถูกย้อมสีเป็นสีเขียว แต่สีที่ย้อมก็จืดจางลงไปมากและก็มีตัวอักขระที่คาดเดาว่าเป็นตัวอักษรมอญ อักษรพม่า หรือ อักษรล้านนาอะไรประมาณนั้น….

ผมก็เผลอเอามือไปแตะเข้ากับเจ้าเสาต้นนั้น เมื่อมือของผมสัมผัสถึงเสาต้นนั้น  ผมก็รู้สึกแน่นหน้าอกขึ้นมาทันที  อาการมันแปลกๆ  มันไม่ใช่การแน่นหน้าอกแบบหายใจไม่ออก หรือลมตีขึ้น  แต่มันรู้สึกแน่นหน้าอกแบบกระอักกระอ่วน  มีอาการเหมือนคนที่รุ่มร้อนใจ  อย่างไงบอกไม่ถูก ผมจึงค่อยๆ  เดินถอยออกมา
คุณโจ้เดินตรงเข้ามาหาผมแล้วถามผมว่า “อาจารย์เป็นอะไรรึป่าวครับ  หน้าซีดๆ ไหวรึป่าวครับ”…
เมื่อผมเดินถอยห่างออกมาจากเสาต้นนั้น อาการแปลกๆ นั้นก็หายไป .. “ไม่เป็นไรแล้วครับคุณโจ้ แค่รู้สึกเวียนๆหัว” ผมตอบกลับคุณโจ้ไป  แล้วผมก็ถามเฮียโหงวว่า “เถ้าแก่ๆ  ไม้เก่าพวกนี้  เถ้าแก่ได้มาจากไหนครับ”  เฮียโหงวแกก็ตอบว่า “ก็ล่ายมาจากหลายที่  อั้วจำไม่ได้หรอก  จำได้แค่ว่าเสาต้นนั้น  อั้วได้มาจากเรือนจำในฝั่งพม่า พวกพม่ามันรื้อคุกเดิมทิ้ง  สร้างคุกใหม่ .. เสาต้นนี้อายุเป็นร้อยๆ  ปีเลยนะ ลื้อสนใจมั้ย ถ้าสนใจอั้วขายให้ถูกๆ  เลยนะ ”

…ว่าแล้ว เสาไม้นี้ได้มาจากในคุกนี่เอง มันถึงได้มีอาถรรพ์แปลกๆ แสดงออกมาให้ผมเห็น.. ผมนึกขึ้นในใจ..
….” เม-ท้า-โหมะ สอ-ล้อย-เจะ-สิ-สี่-โต “…คนงานพม่าเดินมาแจ้งยอดไม้ลูกกรงกับเฮียโหงว ด้วยภาษาไทยสำเนียงพม่าความว่า.. มีทั้งหมด สองร้อยเจ็ดสิบสี่ตัว..เฮียโหงวก็บอกให้เราเหมาไปให้หมด ด้วยราคาที่ถูกแสนถูก  คุณโจ้ก็จัดการเรื่องเงินทองไปพร้อมกับเขียนแผนที่ให้ทางร้านจัดส่งให้  ภายในวันพรุ่งนี้ จากนั้นเราทั้งสามคนก็เร่งเดินทางกลับเชียงใหม่ก่อนฟ้าจะมืด

….ระหว่างที่เราเดินทางกลับ  ลุงจำรัสก็บอกกับเราว่าสินค้าของเฮียโหงวทุกชิ้นเป็นของโบราณแท้ๆ
ไม่มีของใหม่ทำเลียนแบบนะ  โดยเฉพาะข้าวของเครื่องใช้ที่ถูกลักลอบขโมยออกมาจากในรั้วในวังฝั่งพม่า
ทุกชิ้นล้วนมีอาถรรพ์  บางคนได้ครอบครองของโบราณเหล่านี้ไปสักพักก็ต้องเอาของนั้นมาขายคืน
บางรายก็ไม่ขายคืน  แต่เอามาคืนให้ฟรีๆ เลย แล้วลุงจำรัสเล่าต่อไปอีกว่า เคยมีคนพม่านำคันทวยไม้แกะสลัก  หรือจะเรียกว่าตัวค้ำยันก็ได้นะ โดยมากก็จะแกะสลักเป็นรูปเทวดา  ของเหล่านี้ถูกลักลอบโขมยมาจากตำหนักสำคัญของพม่าตั้งแต่สมัยรุ่นพ่อรุ่นแม่  พอขโมยมาได้ในสมัยนั้นก็ไม่รู้จะเอาไปขายให้ใคร จนกระทั่งมาถึงยุคนี้สมัยนี้พวกลูกหลานก็แอบนำของโบราณข้ามฝั่งมาขายในฝั่งบ้านเรา  เฮียโหงวกับเพื่อนๆ  ของแกในวงการก็จะเปิดตลาดมืดรับซื้อสินค้าเหล่านี้  กอบโกยเงินทองกันไปไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่แล้ว

…ครั้งหนึ่งเฮียแกก็ขายเจ้าคันทวยรูปเทวดาให้กับลูกค้าคนกรุงเทพนี่แหละ  ซื้อไปได้ไม่กี่มะน้อยก็ต้องรีบเอามาคืนเฮียโหงว  ลูกค้าบอกกับเฮียว่า  เมื่อนำตัวไม้แกะรูปเทวดาขึ้นไปติดไว้บนเสาแล้ว  ตกกลางคืนก็เห็นรูปเทวดาขยับหัวหมุนไปมาได้  คนในบ้านพากันกรีดร้อง  จนต้องจ้างวานให้คนขับรถเอามาคืนเฮียโหงว ผมได้ฟังผมก็เอ่ยถามลุงจำรัสว่า ..”เฮียโหงวแกอยู่กับของเก่าอย่างนี้  แกไม่เจอดีเข้าบ้างเหรอครับลุง”.. ลุงจำรัสแกก็ตอบกลับมาว่า…”เฮียโหงวแก เกิดมาเพื่อสิ่งนี้ !! ”

….ผมกับคุณโจ้ขับรถเลยไปส่งลุงจำรัส  พร้อมกับให้ค่าน้ำร้อนน้ำชาค่าเสียเวลา ให้กับแกเรียบร้อย แล้วจึงตีรถเข้าเชียงใหม่  รุ่งขึ้นผมก็มารอคุณโจ้ที่คุ้มเจ้าหลวง  พอสายหน่อยคุณโจ้ก็มาพร้อมเจ้ามิตรคนสนิท  คุณโจ้บอกให้เจ้ามิตรมารับฟังคำสั่งจากผมว่าจะให้ดำเนินงานอย่างไรกับงานปรับเปลี่ยนลูกกรงราวบันได  เมื่อไอ้มิตรมันได้รับฟังคำสั่งแล้วมันก็ทำท่าเกาหัว  ทำหน้าตายี่ยัวกวนประสาทไปตามประสามัน แล้วมันก็เปรยว่า …” จะมาแปงยะหยัง  คัวเก่ามันก็ดี๋อยู่  คัวเก่ามันก็งามล้ำงามเหลือ  มันก็บ่าได้เสียได้หายตรงได๋  จะมาแปงยะหยัง “..

…ผมก็ขี้เกียจจะไปต่อล้อต่อเถียงกับมัน เพราะรู้นิสัยคนอย่างไอ้มิตรมัน มันก็ทำดื้อเอาเชิงไปอย่างนั้น สุดท้ายมันก็ต้องทำ

….กว่าของจากแม่สอดจะมาส่งก็ปาเข้าไปบ่ายแก่ๆ ผมก็เลยให้เจ้ามิตรมันหาช่างไม้สล่าฝีมือดีๆมาช่วย เริ่มงานได้เลยในวันพรุ่งนี้  ขอให้งานเสร็จและเรียบร้อยสวยงามภายในเจ็ดวันนี้…
…รุ่งขึ้นไอ้มิตรมันก็พาช่างไม้สองคนมาช่วยงาน  ช่างไม้ทั้งสองคนก็ช่วยกันถอดรื้อลูกกรงราวบันไดเดิมออก
ส่วนไอ้เจ้ามิตร  ก็แยกตัวมานั่งจัดกองไม้ลูกกรงอยู่ทางด้านข้างของคุ้ม

แล้วมันก็ตั้งหน้าตั้งตาทำความสะอาดลูกกรงไม้แกะสลัก  ผมเองก็ต้องเข้าไปช่วยไอ้มิตรมันจัดการ เพราะไม้กลึงบางชิ้นก็มีลายที่ต่างออกไป  หลงมาหลายชิ้นผมจึงต้องเข้ามาช่วยไอ้มิตรมันคัดแยก ในขณะที่เรากำลังสาละวนกับการทำงาน…ผมก็ได้ยินเสียงดังโครม !!..เบ้อเริ้มขึ้นตรงบันไดที่ช่างไม้สองคนทำงานอยู่ ผมจึงลุกขึ้นไปดู   ช่างไม้คนหนึ่งตกบันไดลงมาหงายท้องไม่เป็นท่า  เรียกว่าฆ้อนไปทางคนไปทาง..

ผมก็รีบตรงเข้าไปช้อนไหล่จากทางด้านหลังประคองร่างของช่างไม้ให้คอตั้งขึ้น กำลังจะถามว่าทำอีท่าไหนถึงได้ตกบันไดลงมาได้ แต่ไม่ทันจะถาม  ช่างไม้คนนั้น  ก็ประนมมือยกขึ้นไหว้จรดมือที่หน้าผาก ทำหน้าเหมือนกลัวอะไรสักอย่าง  ปากก็บอกกลัวแล้ว กลัวแล้ว  แล้วดันตัวถอยหลังหนีทำเอาผมเองต้องเสียหลักหงายหลังตามไปด้วย  เจ้ามิตรก็เข้ามาช่วยประคองผมให้ยืนขึ้น  ส่วนช่างไม้คนนั้นมีอาการเหมือนคนขาดสติ  ไอ้เจ้ามิตรมันก็ตรงเข้าไปเขย่าตัวช่างไม้คนนั้น.. ” คิงเปนหยัง คิงหันหยัง คิงหันผีก่อ ? “..

ไอ้มิตรพยายามเรียกสติช่างไม้คนนั้นให้กลับมา  สักพักช่างไม้อีกคนก็ละจากงานเข้ามารวมตัวกัน
แล้วช่างไม้คนที่สติแตกก็เริ่มมีอาการที่สงบลง  ตามเนื้อตัวก็มีแต่รอยช้ำทั่วไปหมด  ผมเองก็ยังแปลกใจว่า
ตกบันไดลงมาไม่กี่ขั้น  แต่ทำไมเนื้อตัวถึงได้สะบักสะบอมมากขนาดนี้  ผมส่งน้ำเย็นให้ช่างไม้คนนั้นจิบ แล้วจึงค่อยๆ ถามถึงเหตุที่ทำให้ต้องตกบันได  ช่างไม้ผู้เคราะห์ร้ายนั้นก็ได้เล่าให้ฟังว่า ในขณะที่กำลังรื้อลูกกรงบันไดออกอยู่นั้น  ก็มีผู้หญิงแต่งตัวเหมือนคนโบราณมายืนอยู่ตรงบันไดขั้นที่สูงกว่า  แล้วถกผ้าถุงเอาเท้าถีบเข้าที่หน้าของช่างไม้อย่างแรง  จนเสียหลักหงายหลังตกลงมาไม่เป็นท่าอย่างที่หัวหน้าเห็น  พอช่างไม้ตกลงมาถึงพื้นแล้ว  ผู้หญิงคนนั้นก็เอามือข้างหนึ่งดึงแขนของตัวเองอีกข้างจนหลุดติดมือออกมา  แสยะยิ้มเห็นฟันดำปี๋  ทำท่าเหมือนจะขว้างแขนข้างที่หลุดออกมานั้นใส่ ก่อนที่ร่างนั้นจะเลือนหายไป  เท่านี้ก็ทำให้ช่างไม้เสียประสาทจนแทบเป็นบ้า…

….ในขณะที่เรากำลังตั้งใจฟังช่างไม้เคราะห์ร้ายเล่าถึงในสิ่งที่เห็น  พลันก็มีเสียงไม้ลั่นดัง  เอี๊ยดดดด!!…
เราทุกคนต่างก็พากันมองหาต้นทางของเสียง  แต่แล้วเจ้ามิตรก็ชี้นิ้วตรงไปที่ราวบันไดไม้ที่บิดตัวได้เองโดยที่ไม่มีใครไปดึงหรือบิดแต่อย่างใด  มันเบี่ยงตัวไปอย่างช้าๆ  ออกไปด้านนอกของแนวบันได เหมือนมีคนพยายามจะดึงราวบันไดนั้นออก

….เราทั้งสี่คนต่างถอยหลังออกห่างจากปรากฎการณ์ประหลาดที่อยู่ตรงหน้า..!!

….หรือ ผีในคุ้มเจ้าหลวง ยังคงไม่ได้จากเราไปไหน อาถรรพ์ร้ายนั้นยังคงอยู่ อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป ติดตามกันนะครับ

Link : ผีคุ้มเจ้าหลวง ตอนที่ 13

Share good thing with:

olandiary

ชีวิตคือความหลากหลายในทุกมิติที่ลงตัว

13 Comments

หมูแดง · October 6, 2017 at 7:35 am

ตื่นเต้นทุกตอนเลยค่ะ แต่การทิ้งช่วงของแต่ละตอน ทำให้ต้องย้อนกลับไปอ่านตอนก่อนหน้าซ้ำแล้วซ้ำอีก เพื่อให้เรื่องราวปะติดปะต่อ ตั้งแต่ติดตามมานี่ อ่านไปกว่า ๑๐ รอบแล้ว อ่านแบบม้วนเดียวจบก็ยังตื่นเต้นทุกรอบ รอคอยตอนต่อไปค่ะ

    olandiary · October 6, 2017 at 6:08 pm

    ขอบคุณมากค่าา

Fon Naparat · October 9, 2017 at 11:17 am

รออ่านต่ออยู่นะคะ สนุกมาก อ่านรวดเดียว 1-14 เลย ^^

    olandiary · October 10, 2017 at 10:00 am

    💝💝💝💝

Joy · October 11, 2017 at 12:31 am

ชอบมากคะ. อ่านแล้วทำให้น่าติดตามมาก👏👍😊

    olandiary · October 11, 2017 at 8:06 am

    ขอบคุณมากจ้า

Ponnd · October 29, 2017 at 8:59 pm

รอตอนต่อไปค่ะ

    olandiary · October 31, 2017 at 2:02 pm

    ขอบคุณมากจ้าาา

กุลฤดี · November 15, 2017 at 1:02 am

รอนานเหลือเกินค่ะอาจารย์

Marazzi · November 24, 2017 at 2:54 pm

ชอบมากค่ะ น่าติดตามมากขึ้นเรื่อยๆ ตอนต่อไปรีบๆๆคลอดนะค้า รอค่ะ^^

Aetoo · November 26, 2017 at 1:09 am

ยังรอคอยนะคะ

    olandiary · November 29, 2017 at 7:59 am

    จ้า รอก่อนนะจ้าา

June · November 29, 2017 at 10:37 am

รอค่ะ

Leave a Reply

%d bloggers like this: