Posted in ผีคุ้มเจ้าหลวง, Gaining knowledge, General, MuTeLu

ผีคุ้มเจ้าหลวง ตอนที่ 11

. . . ช่ ว ง นั้ น ลุ ง จุ ก แ ก ค ง ด ว ง ต ก อ ย่ า ง แ ร ง …
. . . ถึ งไ ด้ ไ ป ข้ อ ง เ กี่ ย ว กั บ ค น อ ย่ า ง พ ว ก มั น …

….ผมมองเห็นคนเดินอยู่ในคุ้ม  ผมพยายามชะเง้อดูว่าใช่คุณโจ้รึเปล่า…แต่คนที่เดินอยู่ในคุ้มนั้นกลับกลายเป็น ลุงจุก !!
… วันนี้ผมเจอแต่เรื่องลี้ลับ มาทั้งวัน จนขณะนี้ผมเองได้หมดความมั่นใจในตัวเองไปจนสิ้นแล้วตอนนี้คุณโจ้อยู่ไหน มาถึงรึยัง
… ผมไม่แน่ใจว่า สิ่งที่ผมเห็นอยู่ในตอนนี้ มันคือ ” ลุงจุก ” หรือ ” ผีลุงจุก ” กันแน่..!!?…

….พอสักพัก ผมก็เห็นแสงจากไฟหน้ารถคุณโจ้สาดเข้ามา คุณโจ้ขับรถเข้ามาจอดต่อท้ายรถของผม ..
คุณโจ้ลงจากรถมาด้วยหน้าตาที่เหมือนจะดูงงๆ  หันมามองหน้าผมที  หันไปมองที่คุ้มที ..
…”อาจารย์เข้าไปเปิดไฟในคุ้มแล้ว เหรอครับ ? “… คุณโจ้เอ่ยถามผม  ผมก็ส่ายหัว  แล้วตอบกลับไปว่า
…”ยัง ยังไม่เข้าไปในคุ้มฯเลย แต่อาจารย์เห็นลุงจุกเดินอยู่ในคุ้ม”..พอคุณโจ้ได้ยินคำว่าลุงจุกเดินอยู่ในคุ้ม
คุณโจ้ก็รีบเดินตรงไปที่ประตูรั้ว… พอไปถึงประตูรั้วก็ผลักประตูเข้าไปอย่างแรง  ด้วยความเร่งรีบ …

….”ลุงจุก ลุงจุก .. ลุงกลับมาแล้วเหรอ ?”…คุณโจ้เดินไป  ตะโกนถามไปอยู่อย่างนี้  ตั้งแต่หน้าประตูรั้วจนถึงในตัวเรือนคุ้ม  ผมเดินตามคุณโจ้เข้าไป  จนเห็นลุงจุกกับคุณโจ้เดินเข้ามาพบกัน   คุณโจ้ก็เอ่ยถามลุงจุกต่อไปว่า ..”ลุงหายไปไหนมา นานเป็นเดือน ?”
…แต่ลุงจุกแกก็ยืนตัวแข็งทื่อ  ไม่พูดไม่จาอะไรแถมยังทำตาขวางใส่คุณโจ้  ทั้งที่ตามปกติแล้ว  ทุกครั้งที่ลุงจุกได้เจอหน้าคุณโจ้  ลุงจุกแกจะยืนตัวลีบ  ยกมือไหว้คุณโจ้แบบมือท่วมหัว  ราวกับว่าคุณโจ้เป็นเจ้าชีวิต ..
แต่ครั้งนี้  ดูมันจะผิดฟอร์มไปเยอะ

…ลุงจุกยืนเอียงคอ  น้ำลายคลอริมฝีปากล่างที่ห้อยลง  ตัวแข็งทื่อ มองๆ ไปก็เหมือนกับหมาบ้าหมาว้อ
ความคิดของผมมันก็แว๊ปขึ้นมาว่า  ลุงจุกอาจจะกระโดดกัดคอคุณโจ้ได้..ผมจึงรีบเดินไปดึงแขนคุณโจ้ไว้ไม่ให้เดินเข้าไปใกล้ลุงจุกมากไปกว่านี้

แล้วก็กระซิบกับคุณโจ้เบาๆว่า .. “ดูลุงจุกแกจะไม่ปกตินะ เราอยู่ห่างๆแกไว้หน่อยดีกว่านะ “… “คุณโจ้ก็ตอบกลับผมมา  ก่อนที่จะถอยตัวห่างออก  “อาจารย์ว่าลุงจุกแกเสียสติบ้าบอไปแล้วรึป่าว ?”  ผมก็ตอบกลับไปว่า..”ไม่รู้เหมือนกันแต่ไม่ใช่เรื่องดีแน่  เราถอยก่อนดีกว่า”

เราสองคนเดินห่างออกจากตัวเรือนคุ้ม   มาหยุดยืนอยู่ตรงลานโล่ง แล้วปรึกษากัน…”เอาไงดีล่ะอาจารย์”…คุณโจ้ถามผม  “อาจารย์ว่านะ ปล่อยให้ลุงจุกแกอยู่ในคุ้มในสภาพที่เราไม่รู้ว่าแกเป็นอะไรอย่างนี้ ไม่ได้นะ  เกิดแกบ้าจริงแล้วอยู่ๆ  ก็คลุ้มคลั่งเผาคุ้มขึ้นมาล่ะทำไง  งานเข้าแน่”  ผมออกความคิด  คุณโจ้ก็เห็นชอบด้วย  แต่เราทั้งคู่ก็ยังหาทางออกไม่ได้

…สักพักคุณโจ้แกก็ออกความคิดขึ้นมาว่า   “เดี๋ยวโทรหาไอ้มิตรดีกว่า  ให้มันมาเฝ้าลุงจุกไว้ก่อน  รอตอนเช้าค่อยคิดอีกทีว่าจะเอาอย่างไงดี “…

….สักพักไอ้เจ้ามิตรลูกจ้างที่บ้านคุณโจ้ก็ขี่รถมอไซด์มาถึงที่หน้าคุ้ม  แล้วคุณโจ้ก็เดินเข้าไปสั่งให้ไอ้เจ้ามิตรคอยเฝ้าดูลุงจุก  ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไปไม่ให้ห่างสายตา  จนกว่าจะเช้า…ผมเห็นไอ้เจ้ามิตรมันทำท่าเอามือขยี้หัว   เหมือนกับว่าเป็นเรื่องที่เกินความสามารถของมัน  แต่แล้วคุณโจ้ก็หยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาจากกางเกงหยิบแบงค์พันส่งให้ไอ้เจ้ามิตร  เท่านั้นแหละครับ เจ้ามิตรมันก็รีบคว้าเงินจากมือคุณโจ้  ทำท่ากระดกตูดยกมือไหว้  ส่งยิ้มแฉ่งราวกับว่า  แบงค์พันนี่มันสามารถทำเรื่องใหญ่ให้กลายเป็นเรื่องเล็กได้ ในทันที !!…

….”อาจารย์เราไปหาอะไรกินกันดีกว่า  วันนี้มีเรื่องทั้งวันข้าวปลายังไม่ได้หากินกันเลย”..คุณโจ้เดินเข้ามาชวนผมกินข้าวหลังจากที่สั่งงานกับเจ้ามิตรเสร็จ

..ผมก็ถามคุณโจ้ว่า  “แล้วจะให้ไอ้มิตรมันยืนเฝ้าลุงจุกนอกคุ้มอยู่อย่างนั้นเหรอ   แล้วมันจะอยู่ได้รึ มันจะอยู่ยังไง ?”
..คุณโจ้ก็หันมาตอบผมว่า “ผมจ้างให้มันเฝ้าลุงจุกแล้ว  ส่วนเรื่องที่มันจะอยู่ตรงไหนอย่างไงผมไม่จำเป็นต้องรู้ครับ “….แล้วเราทั้งสองก็ตรงไปยังร้านครัวสะป๊ะ ร้านประจำของเรา…เหมือนเคย…

….พอถึงร้านเราทั้งคู่ก็สั่งอาหารพร้อมเครื่องดื่ม  บรรยากาศก็ดูจะผ่อนคลายไปได้มาก  แต่ตัวคุณโจ้เองกลับยังมีสีหน้าที่ตึงเครียด   แล้วต่อสายถึงพ่อเลี้ยงเล่าเรื่องที่เจอลุงจุกกลับมาที่คุ้มด้วยอาการที่แปลกประหลาด พอคุณโจ้วางสาย….

ผมก็ถามคุณโจ้ว่า  “แล้วพ่อเลี้ยงแกว่าอย่างไงครับ ?”… คุณโจ้ก็ตอบว่า “พรุ่งนี้ สองโมงเช้าพ่อเลี้ยงจะเข้าไปที่คุ้ม”

….เราสองคนนั่งดื่มเบียร์ไปได้สักขวดครึ่ง  คุณโจ้ก็โทรหาคุณวิเชียรว่าถึงไหนแล้ว  ก็ได้ความว่าคุณวิเชียรได้ห้องพักที่กำแพงเพชรแล้ว  ทุกคนปลอดภัยและเรียบร้อยดีเราสองคนได้รับรู้ก็รู้สึกเบาใจไปเรื่องนึง….

…แต่ก็ยังคงมีเรื่องลุงจุกที่ยังคาใจอยู่…
…ดึกแล้ว  เราก็เช็คบิลลาจากโต๊ะอาหาร  แล้วแยกย้ายกันกลับที่พัก…”พรุ่งนี้หกโมงเช้าเจอกันที่คุ้ม นะครับอาจารย์”  คุณโจ้นัดหมายผม  โดยลืมคิดไปว่าผมจะมีแรงตื่นรึเปล่า…

….เมื่อเช้าวันใหม่มาถึง  ผมเองกลับตื่นสาย.. ขยี้ตามองนาฬิกาก็เห็นว่าเป็นเวลาเก้าโมงกว่าเกือบจะสิบโมงแล้ว  ผมงี้รีบกระเด้งตัวขึ้นอาบน้ำอาบท่าอย่างด่วน  เสร็จแล้วก็รีบดิ่งตรงไปยังคุ้มทันที  พอถึงคุ้มผมก็เห็นมีคนอยู่กันเต็มไปหมด

….เพราะผมมาสาย  ผมจึงรีบเดินเข้าไปในคุ้มอย่างรีบเร่ง  จนทุกสายตาเลยต้องมองตรงมาที่ผม  ไม่ว่าจะเป็นพ่อเลี้ยง  แม่เลี้ยง  คุณโจ้  และญาติๆ  ของคุณโจ้อีกหลายๆ  คน และหนึ่งในนั้นก็คือ…

….สล่าอนันต์  ชายวัยใกล้ๆ หกสิบ  เป็นบุคคลที่พ่อเลี้ยงและแม่เลี้ยงให้ความเคารพนับถือ   สล่าอนันต์ เป็นนายช่างแกะสลักฝีมือดี  ขณะนี้ก็เป็นเจ้าของโรงงานผลิตไม้แกะสลักรายใหญ่ของลำพูน  แต่ผู้คนทั่วไปก็นับถือแก  ในฐานะที่แกนั้นมีความรู้ในเรื่องลี้ลับเป็นอย่างดี…

….ทุกคนในคุ้ม  นั่งล้อมวงพูดคุยกัน โดยที่มีสล่าอนันต์นั่งอยู่กับลุงจุกอย่างใกล้ชิด  ผมไม่ได้รู้เรื่องอะไรกับเค้าในขณะนั้น  ก็เลยดูเหมือนกับว่าผมเป็นคนตกข่าว

ผมจึงเดินตรงเข้าไปหาคุณโจ้แล้วว่า  “เป็นไงบ้าง ขอโทษทีที่อาจารย์มาสาย”…คุณโจ้ก็ตอบกลับมาว่า..
“เห็นสล่าอนันต์บอกว่า  ลุงจุกโดนคุณไสยสติสตังไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้วในเวลานี้   แล้วก็คาดว่าคนที่ทำคุณไสย  ก็ต้องเป็นคนเดียวกับคนที่เอาแกมาปล่อยไว้ที่คุ้มนี้ด้วย”

…ผมก็เห็นสล่าอนันต์ ได้นำสายสิญจ์มาวนๆ  พันๆ  อยู่รอบหัวของลุงจุก  ก็คิดว่าคงกำลังจะขับไล่อาถรรพ์ที่เกิดจากคุณไสยให้ออกไปจากตัวลุงจุก  ส่วนลุงจุกแกก็นอนตัวแข็งทื่อ  ส่งเสียงร้องครางอือๆ   เหมือนคนใกล้จะตายก็ไม่ปาน

….แล้วคุณโจ้ก็ยื่นหลักฐานชิ้นสำคัญอีกชิ้นหนึ่งที่หลงอยู่ในกระเป๋าเสื้อผ้าของลุงจุกให้ผมดู  สิ่งนั้นก็คือ
สมุดบัญชีเงินฝาก  ที่เคยมีเงินอยู่แสนเจ็ดหมื่นกว่าบาท  แต่ปัจจุบันได้ถูกถอนเงินออกสามครั้ง   จนเหลือเงินคาบัญชีอยู่ไม่ถึงร้อยบาท….

….แล้วคุณโจ้ก็เปิดฉาก เล่าเรื่องของลุงจุกที่ผมยังไม่เคยรู้ …ให้ผมฟังความว่า….ย้อนหลังกลับไปราวๆสักสามปี  ก่อนที่ผมจะมาทำงานอยู่ที่เชียงใหม่  ลุงจุกกับป้าทองแกก็ทำงานอยู่ที่บริษัทฯ  ก่อสร้างแห่งนี้  โดยที่ลุงจุกก็เป็นช่างไม้ช่างปูนฝีมือดี  ส่วนป้าทองแกก็เป็นคนงานแบกน้ำ  หิ้วปูน  หรือจะเรียกว่าจับกังก็ได้…

…สมัยนั้น  บริษัทฯ  ยังมีสำนักงานตั้งอยู่แถวถนนโชตนา   ช่วงนั้นลุงจุกแกมีเงินมาก   จากการขายที่ดินที่บ้านแก  เรียกว่าหลักล้านเลยทีเดียว  แต่แกก็เหมือนกับคนที่ใช้แรงงานทั่วไป   คือมีนิสัยเป็นพวกสามล้อถูกหวย พอมีเงินเข้าหน่อยแกก็เที่ยวเล่นกินเรียกว่า  เมาเอามันส์ ไปเลยชีวิตนี้…

…ตอนที่มีเงินแกก็ไปคบหากับผู้หญิงคนหนึ่ง  ที่มีอายุอ่อนกว่าแกสักสิบปีเห็นจะได้  มีชื่อที่ใครต่อใครเรียกกันว่า  “อีหล้า” ( หมายถึง ลูกคนสุดท้อง )…ผู้หญิงคนนี้มีความเจนจัดมาก  เคยเป็นแม่เล้ามาก่อน

…ตอนที่แกมีเงินอีหล้าก็เข้ามาติดพัน  ปลอกลอกเอาเงินแกไม่เว้นแต่ละวัน  ก็ลุงจุกแกเล่นเที่ยวไปโปรยเงิน แจกทริปเด็กในบาร์  ในคาเฟ่  ในคาราโอเกะ  ในย่านกำแพงดินไม่มีเว้นเลยสักคืน…
…ส่วนอีหล้า  มันเป็นผู้หญิงรอบจัด  เรียกได้ว่าเป็นอีตัวอันตรายช่วงนั้นลุงจุกแกคงดวงตกอย่างแรงที่ได้ไปข้องเกี่ยวกับอีหล้า  ด้านป้าทองแกก็ขอร้องว่า  อย่าดื่มกิน  อย่าเที่ยวเล่น  ให้เก็บเงินไว้กินตอนแก่เก็บไว้กินตอนคราวที่ทำมาหากินไม่ไหว

ลุงจุกเองในช่วงนั้นก็หน้ามืดตามัวป้าทองจะพูดอะไรมา  นอกจากลุงจุกแกจะไม่ฟังแล้ว  แกยังลงไม้ลงมือกับป้าทองอีกด้วย  จนกระทั่งไม่กี่เดือนผ่านไป  สุดท้ายแล้วเงินที่ได้มาจากการขายที่ดิน  ก็หายเกลี้ยง  แล้วลุงจุกก็กลับมาจนเหมือนเดิม..

….ด้านพ่อเลี้ยงและแม่เลี้ยง  ก็ไม่สามารถจะว่าอะไรลุงจุกแกได้  ในส่วนที่แกใช้เงินส่วนตัวของแกจนหมดตัวแต่ในเรื่องที่แกเสียงานเสียการ  กินเหล้าจนเสียสุขภาพซ้ำยังกินเหล้าเมาจนไปโดนจิ๊กโก๋แถวถนนวัวลายตีหัวสลบแล้วก็ถูกคนร้ายชิงทรัพย์ไป   อีกทั้งเรื่องลงไม้ลงมือกับป้าทองอีก  เรื่องสุดท้ายนี้แหละที่แม่เลี้ยงแกไม่ยอมแกคาดโทษไว้   แบบว่าหากเสียงานอีกจะไล่ออกทันที

…จึงเป็นเหตุให้ทั้งคู่ต้องถูกส่งตัวมา  นอนอยู่กับผีที่คุ้มนี้ไง…

….ตั้งแต่ลุงจุกหมดตัวคราวนั้น  แกก็กลับเนื้อกลับตัวมาเป็นคนดีตั้งหน้าตั้งตาเก็บเงิน   จากเงินเดือนของแกและเงินเดือนของป้าทอง  พ่อเลี้ยงแกก็เป็นคนดีมากๆ  เลยนะแกก็มีความตั้งใจจะให้ลุงจุกและป้าทองมีเงินเก็บเงินกินในยามแก่เฒ่า  พ่อเลี้ยงแกก็ให้เงินเดือนสองคนตายายนี้รวมกันตกราวๆ  หนึ่งหมื่นแปดพันบาทต่อเดือน  บ้านก็ไม่ต้องเช่าขาดเหลืออะไร  คุณโจ้ก็หามาให้

….ลุงจุกแกก็เปิดบัญชีเป็นชื่อแกคนเดียว  ด้วยเหตุผลว่าป้าทองอ่านหนังสือไม่ออก  กลัวว่าคนอื่นจะมาหลอก
ลุงจุกแกก็เลยเป็นคนถือเงินอยู่คนเดียว…

…แต่บุญทำกรรมแต่งนะครับ  คุณโจ้และทุกคนที่รู้ปูมหลังของลุงจุกก็เชื่อว่าอย่างไงเสีย  ลุงจุกแกก็คงยังไม่เลิกติดต่อกับอีหล้า  อีหล้ามันจะต้องรู้ความเคลื่อนไหวของลุงจุกตลอด  และเมื่ออีหล้ามันรู้ว่าลุงจุกนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล   มันเลยฉวยโอกาสชิงตัวลุงจุกไป   แล้วส่งคนมาลักเอาสมุดบัญชีเงินฝากที่ลุงจุกเก็บไว้ในคุ้ม

….คุณโจ้ไม่ได้กล่าวหาอีหล้าลอยๆ  เพราะคนของพ่อเลี้ยงมีกระจัดกระจายอยู่ทั่วเมืองเชียงใหม่  เรียกว่ามีหูมีตาอย่างก๊ะสัปปะรดเลยทีเดียว  ลูกน้องพ่อเลี้ยงได้ส่งข่าวให้พ่อเลี้ยงได้รับทราบอยู่ตลอด   หลังจากที่ลุงจุกหายออกจากโรงพยาบาล  ก็ได้เห็นลุงจุกเดินอยู่แถวๆ  ถนนวัวลาย ซึ่งเป็นถิ่นของอีหล้า  แต่ทั้งพ่อเลี้ยงและคุณโจ้ ก็ยังไม่สามารถจะหาหลักฐานอะไรมาผูกมัดตัวอีหล้าได้…

…ส่วนเรื่องที่มีการทำคุณไสยนี่อาจจะเป็นไปได้ว่า   คนร้ายต้องการให้ลุงจุกกลายเป็นคนบ้าใบ้ให้ปากคำซัดทอดอะไรใครไม่ได้มากกว่า..

….และเมื่อคุณโจ้เล่าเรื่องของลุงจุกจบลง   ผมก็ถึงบางอ้อ….แล้วก็นึกชึ้นมาถึงเรื่องที่ยังค้างคาใจอยู่ถึงสองประการ  คือ   ประการแรก  ทำไมป้าทองจึงมาพูดกับผมในฝันว่า.. คนชั่วอย่างลุงจุกมันไม่ตายง่ายๆ หรอก..
อีกประการที่สองคือ   ทำไมคุณโจ้ถึงได้มีอาการหงุดหงิดทุกครั้งที่ต้องไปตามสืบค้นเรื่องของลุงจุกที่หายตัวไปจากโรงพยาบาล…

…แล้วเรื่องที่ค้างคาใจผมอยู่นานนี้ มันก็หมดข้อสงสัยลงไปในทันที

….แต่ผมต้องสะดุ้งด้วยความตกใจ หลุดจากอารมณ์ของการรับฟังเรื่องราวของลุงจุก   เมื่อได้ยินเสียงร้องของใครบางคนที่ดังลั่นออกมา  ก้องอยู่ในห้องโถ่งชั้นล่างของคุ้ม  เราทุกคนต่างต้องลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่นั่ง แล้วพุ่งความสนใจไปยัง  ภาพของสล่าอนันต์ที่ยืนบีบขมับของลุงจุกอยู่

…ลุงจุกแกนอนหงายอยู่บนแคร่ที่นอนของแก มีไอ้เจ้ามิตรนั่งกดทับหน้าแข้งของแกอยู่ ส่วนสล่าอนันต์ ก็ยืนย่อตัว อยู่ในท่าบีบขมับลุงจุกอยู่… ส่วนลุงจุกแกก็ร้องลั่น  ส่งเสียงร้องดัง ” อ้ากกกก อ้ากกก !! ” อยู่อย่างนั้น.. สลับกับเสียงสบถออกมา   ฟังไม่เป็นภาษาเท่าไหร่ แต่ก็พอจับใจความได้ว่าเป็นคำด่า …

….สล่าอนันต์  พูดขึ้นมาว่า  “หมอผีจัญไร มันยะซะอ้ายจุกเป็นบ้าไปแล้ว”…แล้วสล่าอนันต์ก็เรียกให้คนมาช่วยจับมือ   จับแขนของลุงจุกไว้สล่าอนันต์ก็ได้ท่องบ่นคาถาพรึมพรำ  พร้อมกับเอามือบีบเค้นที่ขมับของลุงจุกอยู่ตลอดเวลา…

….คุณพระช่วย มันมีอะไรค่อยๆไหลออกมาจากปากลุงจุก .. มองไปเหมือนเศษผ้าที่เลอะสิ่งปฎิกูล มันค่อยๆเคลื่อนตัวช้าๆ  ออกมาจากปากลุงจุก  กลิ่นมันก็เหม็นเหมือนหนูตายขนาดผมยืนอยู่ห่างๆ  ก็ยังได้กลิ่นเลย

…ผมมองไปที่ไอ้เจ้ามิตรที่นั่งทับขาลุงจุกอยู่  ผมเห็นมันก้มหน้ามันทำจมูกย่นก็รู้เลยว่า  มันคงเหม็นในสิ่งที่ออกมาจากปากลุงจุกเป็นอย่างมาก   พอผ้าผืนนั้นมันเคลื่อนตัวออกมาจากปากลุงจุกได้ราวสามนิ้ว  ผ้าชิ้นนั้นมันก็หยุดไม่เคลื่อนตัวออกมาอีก   มันคาอยู่ที่ปากของลุงจุกอยู่อย่างนั้น  สล่าอนันต์เรียกให้ใครก็ได้ช่วยดึงผ้าชิ้นนั้นออกจากปากลุงจุกที  แต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปดึง  แม้นแต่คนที่ช่วยกดแขนกดขาลงจุก  ต่างก็เบ้หน้าหนี…

ครู พราหมณ์เมศ วาสุเทพ ปรึกษาดวงชะตา รับวางเบอร์มงคลตามดวงชะตากำเนิด เปิดสอนโหราศาสตร์เลขศาสตร์และพยากรณ์ศาสตร์
อ.พราหมณ์เมศ วาสุเทพ

….แล้วใครล่ะ ที่จะกล้าเข้าไปดึงผ้าปิศาจผืนนั้น ออกจากปากลุงจุก…!!?….
…..( เรื่องผีที่คุ้มเจ้าหลวง ยังไม่จบ…ปมปริศนาหลายปมยังไม่ถูกคลายออก…เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อ โปรดติดตามตอนต่อไปนะครับ )

Link : ตอนที่ 10 ผีคุ้มเจ้าหลวง

Share good thing with:

Author:

ชีวิตคือความหลากหลายในทุกมิติที่ลงตัว

10 thoughts on “ผีคุ้มเจ้าหลวง ตอนที่ 11

  1. ขอบคุณเรื่องราวที่กรุณาเขียนให้อ่านครับ รออ่านตอนต่อไปอยู่ครับ 🙂

  2. ตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้อ่าน ติดตามตอนต่อไปนะค่ะ

  3. สนุกมากค่ะ ชอบทั้งสำนวนการเล่าเรื่อง และตัวเรื่อง ตื่นเต้นตลอดเวลา และแอบขำอีกเล็กน้อย ให้ห้าดาวค่ะ

Leave a Reply to Supanich Cancel reply