…ก ว่ า จ ะ ม า เ ป็ น ค รู ส อ น โ ห ร า ศ า ส ต ร์ …
…ไ ม่ ไ ด้ ม า เ พ ร า ะ โ ช ค ช่ ว ย …
…แ ต่ ลุ ย ม า อ ย่ า ง โ ช ก โ ช น ..!
( E p i s o d e…1 2 )

…”หรั่ง” …คือชื่อเล่นของชายหนุ่ม  เป็นลูกศิษย์  ที่มาขอคำแนะนำจากผมเป็นประจำ
…ใครๆ ในยุคนั้นก็ต้องมอบฉายาให้กับเค้าว่า… “พ่อหนุ่มไอที”…
…เพราะในช่วงปี พ.ศ. 2545  จะหาคนที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการวางระบบไอทีนั้น  ก็ไม่ใช่ว่าจะหากันง่ายๆ…
…”หรั่ง”….ทำงานอยู่กับบริษัทฯ  อินเตอร์แห่งหนึ่ง มีฐานเงินเดือนที่ค่อนข้างสูง เป็นคนโสด จะใช้จะจ่ายอะไรก็ดูจะชิวๆ
…หรั่งชอบโทรมานัดผมให้ไปเจอกันที่สวนอาหารในซอยข้างๆ  จัสโก้รัตนาธิเบศน์ ( ปัจจุบันเป็น เซ็นทรัล ไปแล้วครับ )…
… .พอผมไปถึงที่นัดหมาย ผมก็พยายามสูดหายใจเพื่อดมหากลิ่นบุหรี่อินโดฯ กลิ่นมันจะคล้ายๆ  เครื่องเทศเผาไฟ……ได้กลิ่นบุหรี่อินโดฯ ตรงไหน ไอ้หรั่งมันก็อยู่ตรงนั้นแหละครับ…ด้านนอกของสวนอาหาร ก็จัดเป็นสวนบาหลี มีต้นไม้เขียวครึ้มไปหมด … ผมก็เดินวนหาเจ้าหรั่งอยู่แถวๆนั้น ประเดี๋ยวก็เจอ…และแล้วผมก็เจอเจ้าหรั่ง นั่งอยู่ข้างกำแพงน้ำตกหินทรายนี่เอง

…จะว่าไป ไอ้บุหรี่อินโดฯ  นี่กลิ่นมันก็น่าเวียนหัวนะครับ เหมือนเอาเครื่องเทศคลุกกับการะบูน แล้วเอามาเผา
…เวลาสูบ ไฟก็แตกเป๊าะแป๊ะๆ กระเด็นออกมาเหมือนเตาถ่านร้านหมูกะทะ ..กางเกงงี้ไหม้เป็นรูเชียว
…ผมก็ว่า ไอ้หรั่งมันจะทนสูบไอ้บุหรี่นี้ไปทำไมว่ะ…หรือว่ามันจะหาจุดเด่น  จะหาความต่าง ให้กับตัวมันเอง…
…จะว่าไป  หรั่งก็เป็นคนนิสัยดีนะ ถ้าตัดเรื่องเก๊ะ เรื่องเต๊ะจุ๊ย ออกไปก็จะดูเยี่ยมมาก…

…วันนี้หรั่งมันนัดผมมานั่งจิบเบียร์เบาๆ  เหมือนกับทุกครั้ง  ไม่น่าจะมีอะไรที่ดูจะเป็นเรื่องพิเศษอะไร
…พอเบียร์ขวดที่สองถูกรินลงแก้วโดยสาวเสริฟ…ไอ้เจ้าหรั่งมันก็เอ่ยขึ้น… ” อาจารย์ไปบ้านผมหน่อยซิ หมดขวดนี้ไปกันเลยนะ ”
…” มีไรให้ดู  อย่าบอกนะว่าให้ดูพระเครื่อง  บอกแล้วนะว่าดูไม่เป็น ไม่ใช่เซียนพระ ” …ผมตอบกลับไป แบบว่าไม่อยากจะไป…กำลังนั่งกินเบียร์เพลินๆ  มันจะให้ลุกไปไหนอีกว่ะ  ไอ้นี่เรื่องเยอะจริงๆ  ผมนึกในใจ..

…แต่สุดท้าย ผมก็ต้องยอมไปกับมัน  โดยที่ไม่รู้เลยว่ามันจะให้ไปบ้านมันทำไม…
…ขณะที่อยู่กันบนรถมันก็ขับไปคุยไป  ล้วนแล้วแต่เรื่องสัพเพเหระ
…ไม่บอกเลยสักคำว่า  ที่พามาบ้านมันเนี้ยมันเรื่องอะไรกัน…

…จากถนนรัตนาธิเบศน์  วิ่งไปแป๊บนึงก็ถึงซอยเรวดีถนนติวานนท์…พอถึงหน้าบ้าน  เจ้าหรั่งมันก็จอดรถไว้ข้างๆบ้าน
…เราสองคนก็เดินลงจากรถเข้าบ้าน  หน้าบ้านก็เป็นประตูเหล็กบานเลื่อนใหญ่  แบบรถเข้าจอดได้ทั่วๆ ไป…
…เจ้าหรั่งมันก็ล้วงกระเป๋าหยิบกุญแจออกมาเพื่อไขประตูเล็ก  แล้วมันก็เชิญผมเข้าบ้าน..
…พอผมก้าวข้ามประตูเข้าไปเท้าข้างหนึ่งยังไม่ทันพ้นขอบประตูดี  มันก็ดึงกระตุกไหล่ผมไว้  จนผมตกใจ
…แล้วมันก็ยื่นหน้ามาถามผมเบาๆว่า…..” อาจารย์รู้สึกอะไรมั้ย ? “…ผมก็ตอบแบบไม่คิดเลยว่า
…” กูรู้สึกปวดเยี่ยว  รู้สึกปวดมากด้วย  ตอนออกมาจากร้านกูลืมเยี่ยว “…..ตอนที่มันดึงไหล่ผมนี่ ผมแทบจะบอกกับมันว่า ….ถ้ามึงจะดึงกูขนาดนี้ ไม่ต้องเรียกอาจารย์ก็ได้ม้างครับ…

…พอเดินเข้าไปถึงตัวบ้าน  ผมก็บอกให้มันเดินเข้าไปก่อน  กลัวมันจะกระตุกไหล่ผมอีก
…” ห้องน้ำอยู่ไหน ? ” ผมถาม…แล้วมันก็ชี้ไปทางซอกด้านข้างเลี้ยวไปก่อนถึงบันได..จากนั้นผมก็รีบวิ่งเข้าห้องน้ำเพื่อทำธุระ
…เสร็จกิจ  ผมก็เดินออกมานั่งที่โซฟาในห้องรับแขก  ตอนเข้ามาทีแรกก็ไม่ได้สังเกตอะไรนะ…
…แต่พอได้หย่อนก้นนั่งลง  ก็ได้กวาดสายตาไปรอบๆห้อง…
…แม่เจ้า !!…นี่ไอ้หรั่งมันเอารูปเทพ สารพัดเทพ  มาติดที่ผนังจนแทบจะมองไม่เห็นพื้นผนังปูนเลยนะเนี้ย…
…นอกจากรูปภาพแล้ว ก็ยังมีเทวรูปเทพฯ  อีกนับสิบองค์ ใหญ่บ้างเล็กบ้าง วางตรงนั้นตรงนี้สลับๆ กันไป เหมือนเป็น เทวสถาน….มองไปก็มีทั้งรูปพระอิศวร  พระแม่อุมา  เจ้าแม่กาลี  พระพิฆเนศ  พระนารายณ์  พระกฤษณะ ฯลฯ..สารพัดทั่วบ้าน นับร้อยรูป

…จากภาพที่ผมเห็นมัน  เท่าที่รู้จักกับมันเป็นเวลาหลายเดือน  เจ้าหรั่งมันก็คือหนุ่มไอทีที่ทำงานกับฝรั่ง พูดไทยคำอังกฤษคำ
…แต่ไหงในวันนี้  ภาพของมันที่เคยเห็นก็ได้เปลี่ยนไป  เสียงเพลงแขกสรรเสริญเทพ  และกลิ่นกำยานก็เริ่มคละคลุ้งขึ้นมา…
…สิ่งที่ผมกลัวที่สุดในเวลานี้ก็คือ  กลัวจะเห็นภาพไอ้หรั่งเต้นระบำงู แบนลี่แดนซ์ กระเพื่อมหน้าท้องออกมาหาผม..
…และแล้ว  เจ้าหรั่งก็เดินออกมาจากซอกหลืบส่วนไหนของบ้านก็ไม่ได้สังเกต  แล้วมันก็ถามผมด้วยประโยคเดิม…ประโยคแรกตอนที่ผมเดินเข้ามาในเขตบ้านมัน…” อาจารย์รู้สึกอะไรมั้ย ? “…

…คนที่มี ” เกตุ ” กุมลัคนา และมีดาวเสาร์ มฤตยูส่งกำลังถึง…มักจะกลายเป็นคนสองขั้วด้วยกันทั้งนั้น…
…” เกตุ ” นั้นในความหมายอีกด้านหนึ่ง  นอกจากเรื่องการกระตุ้นแล้วยังหมายถึง  ความต่างขั้วกัน  ที่มีอยู่ในตัวคนๆเดียว
…อุปมาเหมือน  ถ่านไฟฉาย  ที่มีทั้งขั้วบวกและขั้วลบ  อยู่ในก้อนเดียวกัน…
…ในบางกรณี เกตุ ยังสามารถส่งผลทำให้คนมีอาการเป็นไบ-โพล่า  เป็นคนสองบุคลิคก็ได้..
…บางกรณีก็เป็นคนกลายที่มีความคิดร่วมสมัย  ใหม่เก่าเอามาปะปนกันได้อย่างกลมกลืน…
…จุดนี้เอง  จึงทำให้เกตุมีสภาวะความเป็น ” กระเทย ”  เพราะเกตุสามารถกลมกลืนสองเพศเข้าไว้ในเพศเดียว…

…ส่วนดาวเสาร์ก็เช่นกัน..
…ดาวเสาร์ก็เป็นดาวที่มีสองขั้วในตัวเดียวกัน  คือมีทั้งด้านความคิดที่เป็นอนุรักษ์นิยม  และเป็นทั้งความคิดแบบหัวก้าวหน้า
…สิ่งที่เห็นได้ชัดมากที่สุดก็คือ  ความขัดแย้งระหว่างคนสองกลุ่ม  ฝ่ายหนึ่งมุ่งพัฒนา แต่อีกฝ่ายเน้นไปทางอนุรักษ์นิยม..
…เราเองมองไปก็ต้องว่าเป็นคนละกลุ่มกัน  แต่ในทางโหราศาสตร์นั้นบอกว่า เป็นพวกเดียวกัน แต่อยู่กันคนละขั้วกัน

…ส่วนดาวมฤตยู นั้น..
…เป็นเรื่องของการวิวัฒนาการ  การกลายพันธุ์  การเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปอย่างช้าๆ  โดยไม่รู้ตัว การถูกกลืนกินจนสิ้นชาติพันธ์ุ
…ดังนั้น  ถ้าหากดวงชะตาใครได้รับอิทธิพลของดาวทั้งสามดวงนี้พร้อมๆ  กัน   ก็สามารถทำให้กลายเป็นคนสองบุคลิคไปในทันที

…ทีนี้ เราก็กลับมาฟังเรื่อง ” เจ้าหรั่ง ” กันต่อ…
…” อาจารย์รู้สึกอะไรมั้ย ? “…เสียงของเจ้าหรั่งปลุกผมขึ้นจากภวังค์…
…” เออ อาจารย์ก็รู้สึกวังเวงดีนะ “…ผมตอบกลับไป  แบบเสียงสั่นๆกลัวว่า  ไอ้หรั่งมันจะกลายเป็นฆาตรกรฆ่าหั่นศพ แบบว่า…ลวงผมมาฆ่ายัดถุงดำไรงี้ป่าววะ…” นั้นไง ผมว่าแล้ว อาจารย์ต้องสัมผัสได้ “…ไอ้หรั่งมันก็พูดให้ผมได้ งง..

…” อาจารย์ครับ อาจารย์เห็นมั้ยครับ ? “…ไอ้หรั่งมันถามผมอีก…” เห็นไรว่ะ ? ” ..ผมก็พาลซื่อถามกลับไปแบบ งงๆ..
…” อาจารย์ไม่เห็นเหรอครับ ? “..แมร่งยังจะถามกูอีก แต่ผมก็คิดในใจว่า ถ้าผมไม่เห็นอย่างที่มันเห็น ผมคงไม่ได้กลับบ้านแน่
…ผมเลยตัดสิ้นใจตอบกลับมันไป  ด้วยถ้อยคำที่มั่นใจมว๊ากมาก…” เห็น อาจารย์เห็นชัดเลย !! “..
…” นั้นไง ผมว่าแล้วอย่างอาจารย์เนี้ยไม่ธรรมดาอยู่แล้ว อย่างไงก็ต้องเห็น ”
…มันแสยะยิ้มออกมา  ผมรู้สึกว่า ไอ้ห่านี่มันโรคจิตแน่ๆ…แล้วมันก็ถามผมต่อว่า ” อาจารย์เห็นอะไร ? “..
…เอาล่ะซิ งานเข้าเลยทีนี้  กูจะรู้มั้ยว่ามึงเห็นอะไร คราวนี้คงต้องใช้ verb to เดา ละทีนี้..
…” อาจารย์เห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินไปเดินมา  แต่งชุดแปลกๆ นะ”…ผมตอบแบบเดาส่งเดชออกไป เพราะเชื่อว่ามันคงเห็นผีแน่ๆ..
…” อาจารย์รู้มั้ย เธอคนนี้เป็นใคร ? “…นั้นไง กูเจอปริศนาฟ้าแลบเข้าแล้วไง…
…” ไม่รู้อ่ะ ” ก็คงต้องไม่รู้บ้างเผื่อสถานการณ์จะดีขึ้น…มันก็เลยเฉลยให้ผมฟัง…
…” ผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่คนธรรมดา  ไม่ใช่ผีนะครับ เธอคือเมียผมเอง เธอเป็นนางฟ้าที่ทำผิด เลยต้องมาอยู่ที่นี่ มาเป็นเมียผม ”
…ผมฟังแล้วก็อึ้งเลยนะ  แล้วก็ตอบกลับไปอย่างใจดีสู้เสือว่า..
…” เออ สวยดีนี่หว่า เรียกมาอยู่ใกล้ๆ กันซิ ” หลังจากนี้ต่อไป ผมก็เริ่มอยู่ไม่เป็นสุข ไม่ได้กลัวผีนะครับ แต่กลัวไอ้หรั่งต่างหาก…ไม่รู้ว่ามันจะงัดมุขไหนออกมาเล่นอีก…

…แต่เหมือนสวรรค์มีตา  สักพักไอ้หรั่งมันก็ไล่ผมกลับ  ก็ยังดีที่มันยังขับรถออกไปส่งผม…
…” ไม่ต้องขับไปถึงจัสโก้หรอก  แค่ตรงนี้แหละ เดี๋ยวอาจารย์เรียกแท๊กซี่กลับเองได้ ” ผมพูดอย่างเกรงใจ
…มันก็ขยับตูดหยิบกระเป๋าตังค์  ทำท่าจะหยิบเงินให้ผม  ผมก็บอก “มึงไม่ต้อง  มึงไม่ต้องเลย”..
…ผมนึกในใจ  มึงมาส่งกูหน้าถนนใหญ่ได้นี่  กูก็ดีใจมากแล้ววว ที่หลุดออกมาจากบ้านมึงได้เนี้ย…5555

…หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา  มันโทรชวนผมไปนั่งกินเบียร์กับมันอีกบ่อยๆ  ผมก็เลี่ยงๆ  ไม่ไปกับมันอีก…จนมันก็ค่อยๆ  ห่างหายไปเอง…ส่วนผมขี้เกียจจะไปเจอ ” เมียเทพ ” ของมันอีก…กลัวคุยกันไม่รู้เรื่องน่ะคร้าบบ

…เรื่องราวการผจญภัยในวงการหมอดู  เล่าอีกปีนึงก็ไม่จบ…จบภาคแรกไว้เท่านี้ก่อน

ไว้ค่อยมาต่อกันภาค 2 กันนะครับ  ขอบคุณทุกสนับสนุน ขอบคุณทุกแรงใจ ขอให้ใครที่ได้อ่านมีความสุขสำราญเบิกบานหัวใจ ทำอะไรก็สำเร็จได้ด้วยความง่ายดาย รวดเร็ว ร่ำรวยต่อเนื่องยาวนานกันทุกคนเลยนะคร้าบบบ

Link : ครีเอทีพสุดเซอร์ สู่สายโหรสุดแซ่บ ตอนที่ 11

Share good thing with:

olandiary

ชีวิตคือความหลากหลายในทุกมิติที่ลงตัว

Leave a Reply

%d bloggers like this: