ผีคุ้มเจ้าหลวง ตอนที่ 9

…ผี คุ้ ม เ จ้ า ห ล ว ง …( ต อ น ที่ 9 )….
…………………………………………………….
… พ อ เ ง ย ห น้ า ขึ้ น ม า ผู้ ห ญิ ง ทั้ ง ส า ม ค น ก็ ห า ย ไ ป …
… ด้ ว ย สั ญ ช า ต ญ า ณ ก็ รู้ ว่ า นี่ ไ ม่ ใ ช่เ รื่ อ ง ป ก ติ แ น่ ๆ …

…..กลับจากรีสอร์ทร้างที่เวียงป่าเป้า คุณโจ้ก็ให้ยัยแป๋วรีบจัดการเรื่องย้ายที่พักให้กับผม สุดท้ายผมก็ได้ที่พักใหม่เป็นอาพาร์ทเม้นท์ตั้งอยู่ในย่านธุรกิจที่มีการจราจรคับคังแถวๆถนนช้างม่อย ชื่อ วีระชัยคอร์ท
…..เนื่องจากเชียงใหม่ใช้ถนนเป็นระบบวัน-เวย์  จัดระเบียบการจราจรจึงต้องเข้าทางถนนช้างม่อยแล้วเลี้ยวขวาเข้าซอยท่าแพ  2  พอเวลาจะออกไปไหน  ก็ต้องออกทางด้านถนนท่าแพหันหัวเข้าเมืองก่อน  แล้วจะไปไหนก็ค่อยหาทางวนๆ กันไป  ช่วงที่มาพักอยู่สองสามวันแรกก็รำคาญเรื่องต้องขับรถวนไปวนมา  แต่พออยู่ไปได้สักพัก ก็เริ่มชินพอถูๆ ไถๆ ไปได้ หลงบ้างไรบ้างไปตามเรื่อง ..

…..ผมย้ายเครื่องใช้ส่วนตัวออกมาจากคุ้มฯ นั้นจนหมดเกลี้ยง  รวมถึงเอกสารต่างๆ ที่ใช้ทำงานก็ย้ายมาด้วยหมดเลย  แล้วผมก็ใช้อาพาร์ทเม้นท์แห่งนี้เป็นออฟฟิศสำหรับทำงานเขียนแบบและงานเอกสารต่างๆไปซะเลย…

ป้าทองกับลุงจุกก็ไม่อยู่ที่คุ้มแล้ว…ถ้าไม่ต้องแวะเข้าไปดูคนงานที่ซ่อมแซมคุ้มฯ ในช่วงกลางวัน
ผมก็ไม่มีเหตุอะไรที่จะต้องเข้าไปที่คุ้มฯ เลย

…..ตั้งแต่ย้ายเข้ามาอยู่ที่อาพาร์ทเม้นท์นี้  ผนมนะสบายจ้ายยย  สบายใจ  เพราะไอ้เรื่องผีในคุ้มมันดูเหมือนจะห่างหายไปจากสมองของผมบ้าง…. พอได้เอาสมองไปคิดเรื่องงานเรื่องการเรื่องอื่นกะเค้าบ้าง อยู่เมืองสวยงามเกือบปี เจอเรื่องผีไปเกินครึ่ง หึหึหึ

…..แล้ววันนั้นในช่วงเช้า  เป็นเวลาประมาณเกือบจะเก้าโมง  เถ้าแก่โรงไม้ที่สันกำแพงได้โทรมาหาผม “งานที่สั่งไว้ได้เรียบร้อยแล้วนะครับ  เดี๋ยวผมให้คนไปส่งพร้อมเก็บเงินสดส่วนที่เหลือตอนบ่ายโมงนะครับ”

“ได้ครับ เดี๋ยวผมให้คนเตรียมเงินสดไว้รอเลยครับ” ผมตอบรับและนัดหมายกับเถ้าแก่เป็นที่เรียบร้อย

วางสายจากเถ้าแก่ได้ผมก็ต่อสายหายัยแป๋วทันที  “แป๋วเดี๋ยวให้เตรียมเงินสดจ่ายค่าของไว้ด้วย ผมจะได้วิ่งเข้าไปจัดการให้ทันเวลา เถ้าแก่จะให้คนมาส่งของตอนบ่ายโมงนะ”

“ว่ากำลังจะโทรหาหัวหน้าพอดี ” ยัยแป๋วตอบ   “เรื่องเงินจะรีบจัดการให้นะคะไม่มีปัญหา พอดีพ่อเลี้ยงมีเรื่องจะปรึกษากับหัวหน้า ให้หัวหน้ารีบเข้ามาที่ออฟฟิศด่วนเลยนะคะ”…

…..ผมก็รีบออกจากที่พักทันที  พอผมไปถึงออฟฟิศพ่อเลี้ยงก็ถามถึงเรื่องลุงจุกทันที  “ตกลง  คุณรู้เรื่องลุงจุกบ้างมั้ย”  ผมก็ตอบกลับไปว่า “ผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ  ว่าแกไปอยู่ที่ไหน”…

พ่อเลี้ยงก็บอกว่า “อย่างไงเสียลุงจุกแกก็เป็นคนเก่าคนแก่ของคุ้ม  เป็นพนักงานคนหนึ่งของบริษัทฯ เหมือนกับพวกเราทุกคน เราจะไม่สนใจแกไม่ได้”

สาเหตุที่พ่อเลี้ยงต้องเรียกผมมาคุยเรื่องนี้  เพราะพ่อเลี้ยงเคยบอกให้คุณโจ้ช่วยตามเรื่องนี้แล้ว  แต่คุณโจ้ก็ทำเหมือนไม่สนใจ  พ่อเลี้ยงจึงเรียกผมมาฝากเรื่องนี้แทน

“คุณลองไปถามพยาบาลในห้องพักผู้ป่วยดูนะ   อย่างไงเสียคนที่ผ่าตัดเมื่อหมอให้กลับบ้านก็ต้องมีการรับยากลับไปกิน  ก็ให้ไปสืบต่อที่ห้องจ่ายยาว่ามีใครเป็นคนเซนต์รับยาไป  เพราะคนเจ็บคงไม่สะดวกที่จะเดินไปรับยาแน่ ต้องให้ญาติที่มารับเป็นคนไปเซนต์รับยา แน่ๆ”…พ่อเลี้ยงแนะนำ

…..พ่อเลี้ยงก็พูดง่ายจัง ( ผมนึกในใจ )…โรงพยาบาลรัฐ ประกันสังคมฯ  รักษาแทบจะฟรี  คนแน่นแทบจะขี่หัวกัน  จะให้ผมไปสืบหาหลักฐานย้อนหลัง  มีหวังผมต้องโดนไล่ตะเพิดออกมาแน่…แต่ผมก็รับปากพ่อเลี้ยงไปก่อนว่า… ” เดี๋ยวผม จะสืบให้ได้เรื่องภายในวันสองวันนี้ครับ”…  จากนั้นผมก็รับเงินสดจากแป๋ว แล้วรีบออกจากออฟฟิศไปจัดการงานที่ค้างอยู่ต่อให้เสร็จ

….จากวันแรกที่ผมมาอยู่เชียงใหม่ได้ถึงตอนนี้ก็ราวๆ  เกือบจะครบปีแล้วนะ  ผู้คนเห็นผมไปนั่งกินเหล้ากินเบียร์ตรงนั้นตรงนี้  นอนอยู่กับผีที่คุ้มฯ อยู่ได้เป็นนานสองนาน  ก็อย่าคิดว่าผมเป็นคนกินอยู่ง่ายนะครับ เอาเข้าจริงผมเองก็เป็นคนกินอยู่ยากเหมือนกัน  บอกตรงๆ อาหารเหนือนี่ผมกินได้เป็นบางอย่างเท่านั้นนะ ใช่ว่าจะกินได้หมดทุกอย่าง  ถ้าเป็นแกงฮังเล ก็พอได้เพราะหน้าตาคล้ายๆ แกงกระหรี่  ไส้อั่วก็พอได้  ห่อหมกย่างที่เรียกว่า แอ๊บ อย่างงี้ก็พอกินได้…

แอ๊บนี่ก็มีสารพัดแอ๊บนะครับ  มีทั้งแอ๊บปลา  แอ๊บโน้นนี่นั้น  แต่ที่ผมชอบกินก็เห็นจะเป็นแอ๊บอ่องออ  สาเหตุที่ชอบก็เพราะว่าแอ๊บอ่องออ  นั้นทำมาจากสมองหมู  ซึ่งสมองหมูนี่เป็นของโปรดของผมเลย  ตอนเด็กๆ แม่ผมจะเอาสมองหมูมานึ่งให้สุกค่อนไปทางแข็งๆ หน่อย  จากนั้นก็มาหั่นให้เป็นชิ้นบางๆ แล้วเอาไปชุบไข่ทอดให้กรอบๆ รสชาดก็จะออกแนว กรอบมันนุ่ม  โอยยย…อร่อยจนบอกไม่ถูก…พูดแล้วน้ำลายไหล…

….บรรยายมาซะยืดยาว  แต่วันนี้ผมตั้งใจว่าจะแวะไปกินข้าวกลางวันที่ร้านข้าวแกงปักษ์ใต้  ตรงหน้าวัดพระสิงห์  ร้านนี้เค้าทำกับข้าวไม่ได้ออกแนวปักษ์ใต้จ๋า  ที่มีรสเค็มเผ็ดแต่จะทำรสชาดกระเดียดมาทางภาคกลาง คือลดเค็มลดเผ็ดลงก็พอจะถูกปากผม  เป็นร้านที่ผมฝากท้องได้สบายๆ….

พอออกจากออฟฟิศ  ผมก็วิ่งรถมาทางถนนเลียบคลองชลประทานได้สักพักว่าจะไปกินร้านที่บอกไปนี่แหละ  คุณโจ้ก็โทรมา “อาจารย์อยู่ไหนแล้ว  มาเจอผมที่โรงพยาบาลตอนบ่ายสามนะ” เพื่อตามเรื่องลุงจุก

…..ผมว่าแล้ว!! สุดท้ายคุณโจ้ก็ต้องเข้ามาทำเรื่องลุงจุกจนได้  ถ้าพ่อเลี้ยงใช้มุกไม่ง้อคุณโจ้ขึ้นมาเมื่อไหร่
คุณโจ้แกก็จะยอมทำทุกที…

….ผมนั่งกินข้าวจนเสร็จ  ดูนาฬิกาแล้วก็ใกล้เวลาที่เถ้าแก่โรงไม้นัดว่าจะมาส่งของ ไม่ทันไรเถ้าแก่ก็โทรเข้ามาพอดี “ของถึงแล้วนะครับ  ลงของเรียบร้อยหมดแล้ว” เถ้าแก่บอก.. พอผมได้ยินเท่านั้นแหละ ถึงกับตกใจ ย้ำถามเถ้าแก่อีก “เถ้าแก่แน่ใจนะว่าส่งถูกคุ้ม เพราะที่คุ้มไม่มีคนอยู่มาหลายวันแล้วนะครับ” ผมบอกเถ้าแก่ไปแล้วก็คิดว่า ประตูรั้วด้านหน้าก็ปิดไว้  คนส่งของก็ไม่น่าจะถือวิสาสะเปิดเข้าไปเอง..

แต่เถ้าแก่ก็ย้ำว่า “มีคนอยู่จริงๆ  นะครับ  แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่คนไหนยอมตรวจของและเซนต์รับ คนขับรถเลยออกมานั่งรอข้างนอกอยู่เนี่ยครับ  ผมเลยโทรมาบอก”

…..ผมฟังแล้วก็อยู่ไม่ติดที่สิครับ  รีบตารีตาเหลือกกลับไปยังคุ้มฯ ให้ไวเลย พอผมไปถึงรีบถามคนทันที ” เปิดประตูเข้าไปเองเหรอ  แล้วเอาของเข้าไปวางในคุ้มทั้งๆ ที่ไม่มีคนอยู่เนี้ยอ่ะนะ” คนขับรถก็ตอบว่า
“มีคนมาเปิดประตูให้ผมครับ แล้วก็บอกผมให้เอาของเข้าไปวางไว้ใต้บันไดครับ”

“แล้วมีมารับกี่คน  หน้าตาท่าทางเป็นยังไง แต่งตัวแบบไหน” ผมถามต่อ

คนขับรถทำหน้า งงๆ แล้วตอบว่า “เป็นผู้หญิงทั้งหมดครับมีกันสามคน แต่งชุดคนเมืองแบบโบราณสวยๆเหมือนพนักงานต้อนรับในโรงแรม  แต่หน้าตาไม่รับแขกเหมือนพนักงานต้อนรับเลยครับ  แต่ก็แค่ยืนอยู่ห่างๆ มองจ้องผมแบบไม่ละสายตาเลย”

ผมก็ถามต่อไปอีกว่า “ตอนแรกที่เจอกับผู้หญิงพวกนั้นแล้วได้แจ้งเค้ามั้ยว่าเอาของมาส่ง แล้วผู้หญิงที่คุ้มฯเค้าพูดอะไรบ้างไหนลองเล่าให้ฟังตั้งแต่แรก ให้ฟังหน่อย”…

….คนขับรถก็เริ่มเล่าให้ฟัง มีใจความว่า  “ตอนผมมาถึงทีแรก เห็นประตูคุ้มปิดอยู่ จึงดับเครื่องยนต์คิดว่าจะนั่งรออยู่บนรถจนกว่าเจ้าหน้าที่ของคุ้มฯ จะมาถึง  แต่สักพักก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินมาเปิดประตู แล้วกวักมือเรียกให้ผมเข้าไปหา  ผมจึงได้แจ้งว่าจะเอาของที่สั่งไว้มาส่ง ผู้หญิงคนนั้นก็พยักหน้า แล้วเดินนำทางไป พอผมเข้าไป ก็รู้สึกเย็นวาบแบบเดินเข้าไปในตู้เย็น จนรู้สึกได้ว่ามันไม่ใช่เรื่องปกติแน่ๆ  จึงได้รีบขนของลง แล้วผู้หญิงคนหนึ่งก็ตะเบ็งแผดเสียงที่แหบแห้งออกมาว่า…

….” บ่าดีเอาคัวไป๋วางตี้ฮั่น หื้อเอาตึงหมดมาวางตี้นี่ “..แปลว่า ห้ามเอาของไปวางที่นั้น ( แล้วก็ชี้นิ้วไปที่ใต้บันได )  ให้เอาทั้งหมดมาวางไว้ที่ตรงนี้ “…

….พอผมกับเด็กยกของอีกสองคน  ได้ยินเสียงของผู้หญิงคนนั้นแล้ว  ทุกคนก็รีบเอาของลงจากรถให้เสร็จ โดยไม่กล้าหันไปสบตาผู้หญิงคนนั้นเลยครับ พอขนของเสร็จก็เตรียมใบส่งของจะไปให้ผู้หญิงคนนั้นเซนต์รับไว้ก่อน ผมก็เดินก้มหน้าตรงไปหาผู้หญิงคนนั้น เพราะไม่กล้าสบตา แต่พอเงยหน้าขึ้นมา!!!

ผู้หญิงทั้งสามคนก็หายไปแล้วครับ  เท่านั้นแหละผมก็หันหลังกลับกึ่งวิ่งกึ่งเดิน ด้วยสัญชาติญาณก็รู้ว่า นี่ไม่ใช่เรื่องปกติแน่ๆ  พอผมมาถึงรถที่จอดอยู่ข้างนอก ก็เห็นเด็กยกของสองคนนั่งกอดเข่า ตัวสั่นอยู่ท้ายกะบะหลังแล้ว ก็พอดีกับที่นายเข้ามานี่แหละ…

…..ผมฟังจบ ผมก็ย้ำถามต่อไปอีกว่า “ตกลงแน่ใจนะว่า ของที่เอามาส่งทั้งหมดนี่ถูกต้องและครบตามจำนวนทุกอย่าง”

คนขับรถก็ตอบอย่างมั่นใจว่าครบและถูกต้องตามรายการแน่นนอน แล้วคนขับรถมันยังย้อนถามผมต่ออีกว่า
…”อ้ายบ่าคึดจะตรวจคัวตี้เฮามาส่งก่อนก้า”…ผมก็ตอบกลับไปว่า ไม่ตรวจหรอกเพราะเชื่อใจ จากนั้นก็เซนต์รับสินค้าพร้อมจ่ายเงินส่วนที่ค้าง  ตรวจใบเสร็จเรียบร้อย  พอคนขับรถนับเงินเสร็จก็ยกมือไหว้และบอกลาผม แล้วก็รีบออกรถไปทันที

….ตามปกติผมเองจะไม่มีวันที่จะปล่อยให้คนส่งของกลับไปง่ายๆ  จะต้องตรวจวัสดุที่จะต้องนำมาใช้งานอย่างละเอียด  เพราะเรื่องนี้เป็นความรับผิดชอบของผมโดยตรงจะไม่ยอมให้มามีปัญหาภายหลัง  แต่ครั้งนี้ ผมต้องยอม

…บอกตรงๆ  ผมไม่กล้าเข้าไปเช็คของครับ นี่มันเวลาบ่ายโมงแดดเปรี้ยงๆ อย่างนี้ ผีในคุ้มยังออกมาหลอกคนส่งของได้  ผมคงไม่คิดที่จะท้าทาย เดินเข้าไปหาเรื่องกับผีเป็นแน่ เอาเป็นว่าผมรีบปิดประตูรั้วแล้วไปคอยคุณโจ้ที่โรงพยาบาลเลยดีกว่า..แล้วก็รีบขับรถออกมาทันที

….ผมมารอคุณโจ้อยู่ที่ร้านกาแฟข้างโรงพยาบาลได้สักพักใหญ่  คุณโจ้ก็โทรเข้ามาถามว่าผมมาถึงรึยัง
แกเองก็คงอยากจะให้เรื่องการสืบหาลุงจุกจบๆ  ไปมากกว่าจะได้ตัวลุงจุกกลับมา ผมรับรู้ได้จากสายตาของคุณโจ้ทุกครั้งที่พูดถึงลุงจุก  ส่วนไอ้เรื่องติดต่อราชการอะไรทำนองนี้ผมเองไม่ค่อยจะชอบเลย   แบบว่าชีวิตของผมไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อสิ่งนี้เลย…

สักพักผมกับคุณโจ้ก็พบกัน  คุณโจ้เดินจ้ำแบบไม่รอผมเลย เหมือนกับจะรู้ว่าต้องไปติดต่อหรือทำเรื่องตรงไหนก่อน  ….ในขณะที่เรากำลังเดินไปตามระเบียงทางเดินอยู่นั้น พลันสายตาของผมก็มองเห็นเด็กผู้หญิงอายุราวเก้าถึงสิบขวบคนหนึ่ง  นั่งอยู่บนรถเข็นคนป่วยสวนทางมา มีอะไรบางอย่างที่ทำให้ผมรับรู้ได้ถึงความผิดปกติบางอย่างที่เกิดขึ้นกับเด็กคนนั้น

ผมหยุดและเหลียวหลังมองตามเด็กคนนั้นในจังหวะที่สวนกัน  คนที่เข็นรถน่าจะเป็นพ่อแม่เด็ก
เด็กคนนั้นชี้นิ้วไปทางหน้าโรงพยาบาลแล้วพูดด้วยเสียงที่ดังและระคนกับเสียงร้องไห้ ออกมาว่า
…..” หนูจะกลับไปที่คุ้มกลางเวียง หนูจะกลับไปที่คุ้มกลางเวียง ” .. พูดอยู่อย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า..

….คนที่ผมเข้าใจว่าเป็นพ่อแม่เด็กก็มีอาการที่ร้อนรน  ผมจึงเรียกคุณโจ้ให้หันมาสนใจเด็กคนที่พูดถึงคุ้มกลางเวียง  (คุ้มฯของพ่อเลี้ยงนี้ คนในยุคก่อนๆจะเรียกคุ้มฯนี้ว่า ” คุ้มกลางเวียง ” ซึ่งเป็นชื่อเก่าแก่)

“เราไปถามเค้าหน่อยดีกว่าว่าเกิดอะไรขึ้น อาจารย์ว่ามันเป็นเรื่องแปลกนะที่จู่ๆ จะมีเด็กพูดอะไรแบบนี้
ท่าทางพ่อแม่เค้าก็ดูร้อนรนอย่างไงบอกไม่ถูก “.. ผมพูดจบ คุณโจ้ก็ทำหน้างงๆ เหมือนไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นแต่คุณโจ้ก็เดินตามผมมา

เราสองคนเดินไปหาผู้ใหญ่สองคนที่เข็นรถอยู่  แล้วก็ถามว่า “คุณทั้งคู่เป็นพ่อแม่เด็กรึป่าวครับ”  ทั้งสองคนก็ตอบว่า “ใช่!!!  ทำไมหรือ”

ผมจึงถามต่อไปว่า  “เกิดอะไรขึ้นกับเด็ก ทำไมถึงร้องอยากกลับไปคุ้มกลางเวียง พอดีว่าเราสองคนนี้ทำงานอยู่ที่คุ้มกลางเวียงครับ” .. ปรากฎว่าทั้งพ่อและแม่เด็กก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น
เมื่อสองวันก่อนหน้านี้เด็กคนนี้มีไข้ขึ้นสูงมาก พ่อแม่ก็เลยนำมาส่งที่โรงพยาบาล ในขณะที่มีไข้ขึ้นสูง
ก็เพ้อถึงคุ้มกลางเวียงตลอด มาเมื่อเช้านี้ไข้ลดลงดูเป็นปกติ หมอก็ให้กลับบ้านได้ แต่แล้วตอนนั่งรอรับยาที่ช่องรับยาเด็กก็กลับมาพูดถึงคุ้มกลางเวียงอีก …

….ผมจึงเสนอแนะให้พ่อและแม่เด็กฟังว่า นั่งรถไปที่คุ้มกลางเวียงกับเรา เพราะเราทำงานอยู่ที่นั้น
เผื่อจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเด็กกันแน่ และเราสองคนอาจจะช่วยพวกคุณได้…สองคนพ่อแม่ หันมามองหน้ากันเองแบบไม่รู้จะเอาอย่างไงดี ..

….เผอิญมีนายแพทย์คนหนึ่งเดินผ่านมาพอดี  แล้วก็กล่าวทักทายคุณโจ้ ถามว่ามาโรงพยาบาลทำไม นายแพทย์ผู้นั้นพูดคุยกับคุณโจ้ไม่กี่คำก็เดินจากไป   นี่ก็เป็นเครื่องช่วยที่ทำให้สองคนผัวเมียรู้สึกวางใจเรา และตัดสินตอบตกลงที่จะไปคุ้มกลางเวียงกับเราโดยง่าย….พ่อแม่เด็กก็ช่วยกันประคองเด็กน้อยขึ้นรถคุณโจ้
ข้าวของกระจุกกระจิกก็โยนๆ ใส่หลังรถไปก่อน

….จนเราขับรถออกมาจากประตูโรงพยาบาลแล้ว เด็กน้อยคนนั้นก็ยังร้องว่า ” หนูจะกลับไปที่คุ้มกลางเวียง ” ไม่ขาดปากและที่น่าแปลกใจมากที่สุดก็คือ  ไม่ว่ารถจะเลี้ยวไปทางไหนเด็กคนนี้ก็ยังคงชี้นิ้วออกไปในทิศทางอันเป็นที่ตั้งของคุ้มฯ  ได้อย่างถูกต้อง เหมือนมีเข็มทิศติดอยู่ที่มืออย่างไงอย่างงั้น ผมมองไปที่ใบหน้าของเด็กคนนั้น ก็เห็นว่าเด็กคนนี้ตาแข็งมาก  แม้นเสียงที่ร้องและพูดออกมานั้นจะเป็นเสียงระคนของการสะอื้นไห้ก็ตาม แต่แววตาของเด็กคนนี้หาได้มีความโศกเศร้าไม่  อาการของเด็กคนนี้มันช่างดูน่ากลัวซะยิ่งกระไร

….ผมจึงหันไปถามพ่อและแม่ของเด็กน้อย ว่า…”เรื่องราวมันเป็นอย่างไงมาอย่างไงครับ”  ผู้ที่เป็นพ่อ จึงได้เริ่มเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เราฟังว่า………………………..

….( เรื่องผีที่คุ้มเจ้าหลวง ยังไม่จบนะครับ เกิดอะไรขึ้นกับเด็กคนนี้ ทำไมเด็กคนนี้ถึงอยากกลับไปคุ้มกลางเวียง
แล้วเราจะรู้ตัวคนที่แอบมารับลุงจุกมั้ย ติดตามตอนต่อไปกันนะครับ…

ครู พราหมณ์เมศ วาสุเทพ ปรึกษาดวงชะตา รับวางเบอร์มงคลตามดวงชะตากำเนิด เปิดสอนโหราศาสตร์เลขศาสตร์และพยากรณ์ศาสตร์
อ.พราหมณ์เมศ วาสุเทพ

….ขอบคุณทุกท่านที่ได้ติดตาม นะครับ….

 Link : ตอนที่ 8 ผีคุ้มเจ้าหลวง

Link : ตอนที่ 10 ผีคุ้มเจ้าหลวง

Share good thing with:

15 Comments

  1. ติดตามอ่านทุกตอน บางวันลงแล้วยังไม่มีเวลาอ่าน พอจะกลับหาอ่านก็หาไม่เจอ เพราะอ่านในกลุ่มลักษณะไทย เนื้อเรื่องเข้มข้นขึ้นทุกตอนเลยค่ะ ขอบพระคุณมากค่ะ

    1. ขอบคุณมากจ้าาา…เข้ามาอ่านในนี้ มีครบทุกตอนจ้ะ ถ้าหาไม่เจอ เข้าช่อง search แล้วพิมพ์หาได้เลยจ้ะ

  2. ขอบคุณนะคะที่ถ่ายทอดประสบการณ์ขนหัวลุกให้อ่าน สไตล์การเขียนร่วมสมัยดีค่ะ รอติดตามนะคะ

Leave a Reply