ผีคุ้มเจ้าหลวง ตอนที่ 3

…ห ญิ ง ส า ว ทั้ ง ส อ ง แ ห ง น ห น้ า ม อ ง ขึ้ น ม า บ น ระ เ บี ย ง…
…ทั้ ง คู่ ต่ า ง พ า กั น ห วี ด ร้ อ ง เ ห มื อ น ค น เ สี ย ส ติ …!!!
…แ ล้ ว ก็ วิ่ ง ห ก ล้ ม ห ก ลุ ก …ย้ อ น ก ลั บไ ป ท า ง เ ดิ ม…

…คืนนั้นผมกับคุณโจ้ ต่างก็นอนนิ่งตัวแข็งทื่อไม่พูดไม่จากัน เปิดไฟนอนยังไม่พอ อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้ามีอะไรเปิดให้หมด
…หูก็คอยเอี้ยฟังว่าจะมีเสียงประหลาดอะไรดังขึ้นอีกรึเปล่า  ผ่านไปไม่นาน  เหตุการณ์ก็น่าจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ  ผมจึงค่อยๆลืมตา  แบบค่อย ๆ  หรี่เปลือกตาขึ้นช้า ๆ หยีตามองไปรอบตัว และแล้วทันใดนั้นสายตาของผมก็ต้องมองขึ้นไปที่ฝ้าเพดานทันที !!!
… เอี๊ยดอ๊าด เอี๊ยดอ๊าด..เสียงไม้ลั่นดังขึ้นจากโครงฝ้าด้านบน สักพักเดียว!!!  เสียงคนวิ่งไล่กันบนพื้นเรือนที่ผมและคุณโจ้ได้ยินเมื่อสักครู่ที่แล้ว  มันเปลี่ยนไปวิ่งไล่กันบนฝ้าเพดานดัง … ตึ้ง ตึ้ง ตึ้งตึ้งตึ้ง… !! แทนนนคิดในใจแบบปลอบใจตัวเองว่า เฮ้ยยย….
…อาจจะเสียงแมวไล่จับหนูล่ะน่า  แต่คิดอีกที่ก็ไม่น่าจะใช่แน่…ดังขนาดนี้ ถ้าเป็นแมว ตัวมันคงต้องใหญ่กว่าหมาเป็นแน่แท้…!!
…ผมรีบหลับตาปี๋…แล้วคลุมโปงทันที..นาทีนั้น ผมได้แต่ข่มตานอนให้หลับ ไม่รู้ตัวเลยว่าเผลอหลับไปตอนไหน  รู้สึกตัวอีกทีแดดก็ส่องเข้ามาทางช่องหน้าต่างซะแล้ว   ผมหยิบโทรศัพท์มือถือบนหัวนอนขึ้นมาดูเวลา…ตัวเลขบอกเวลา อีกสิบนาทีเก้าโมง…วันนี้เราตื่นสายเกินไปละ ผมรีบปลุกคุณโจ้ด่วนๆ  แล้วเราสองคนก็รีบจัดการล้างหน้าล้างตา…เตรียมตัวเริ่มทำงานทันที

…เราสองคนเดินออกจากห้องนอน  ขณะที่ผมกำลังปิดประตูห้องนอนอยู่  คุณโจ้ก็เรียกให้ผมดูที่ช่องเปิดฝ้าเพดาน ที่เป็นที่มาของเสียงเมื่อคืน!!!

….ฝ้าเพดานที่คุ้มฯนี้ ดูจะแปลกตาจากฝ้าเพดานที่เราคุ้นตากัน คงเป็นเพราะสมัยนั้นไม้ในป่ามีมาก ใช้ไม้กันแบบไม่ขี้เหนียวเลย  ลักษณะการกรุแผ่นฝ้าที่เรือนนี้ จะใช้แผ่นไม้จริงบางๆ  ยึดเข้ากับโครงฝ้าเลย  ตรงรอยต่อ  ก็จะมีไม้ระแนงตีมอบไว้  เรื่องความแข็งแรงไม่ต้องห่วงเลย อย่าว่าแต่คนสามารถขึ้นไปวิ่งไปเดินได้เลยหากจะขนหีบเหล็กเก็บสมบัติขึ้นไปเก็บไว้ข้างบนสักสิบใบยี่สิบใบ ก็ยังได้เลยครับ

…อีกทั้งช่องเปิดฝ้าเพดาน  หรือที่ปัจจุบันเราเรียกว่า ” ช่องเซอร์วิส ” นั้น  ก็ดูจะใหญ่โตขนาดเท่ากับบานหน้าต่าง  ที่บานเปิด-ปิดก็ใช้บานพับปีกผีเสื้อขนาดใหญ่  เวลาเปิดก็ดันบานขึ้นไปได้จนสุด เรียกว่าสามารถขึ้นลงได้อย่างสบายๆ

…” อาจารย์ อาจารย์ ทำไมช่องฝ้า มันเปิดอยู่ล่ะ  ตอนอาจารย์มาวันแรก  มันเปิดอยู่อย่างนี้รึป่าวครับ ? ” คุณโจ้ถาม  ผมก็ตอบกลับไปว่า ” อาจารย์เองก็ไม่ได้ทันสังเกตนะ ว่าแต่เมื่อคืนคุณโจ้ได้ยินเสียงอะไรบนฝ้ามั้ย ? ”
…คุณโจ้ไม่ยอมตอบอะไร แต่กลับพูดว่า…” ผมว่าเดี๋ยวให้ลุงจุกเอาบันไดขึ้นมา จัดการปิดไอ้เจ้าบานนี้ให้เรียบร้อยดีกว่า ”  ผมเลยพูดแหย่กลับไปว่า ” คุณโจ้ กลัวจะมีตัวอะไรขึ้นไปอยู่ข้างบนเหรอ ? “…
…คุณโจ้ ตอบด้วยรอยยิ้มว่า..” ผมกลัวว่าจะมีตัวอะไรไต่ลงมา มากกว่าครับ “… หึหึหึ

…ผ่านไปเดือนกว่าๆ  เรื่องผีเรื่องสาง  ก็ดูจะห่างหายไป  เราไม่หวาด เราไม่กลัว  เราไม่คิด  มันก็ไม่มีอะไร…
…ที่ผ่านมา  คงอาจเป็นเพราะว่า…จิตใจเราทั้งหลายไม่นิ่งพอ  มีความฟุ้งมีความหมกมุ่นอยู่กับเรื่องผี  มันก็มโนไปเองต่างๆ นาๆ  คิดได้แบบนี้ก็สบายใจ

…งานเริ่มเข้าที่ วันๆ เวลาว่างแทบจะไม่มี  แต่ก็มีวันนี้แหละ  ที่ผมกับคุณโจ้พอจะมีเวลาไปทัศนศึกษากันบ้าง ” อาจารย์ เดี๋ยววันนี้เราไปเที่ยวร้านปู่หมื่นกันนะ “คุณโจ้เอ่ยปากชวนผม ผมก็ถามกลับไปว่า “ร้านอาหารรึ ”
…” ไม่ใช่ร้านอาหารครับ เ ป็นร้านที่ขายเครื่องปั้นดินเผาครับ  อยู่ตรงใกล้ๆ  กับกาดประตูเชียงใหม่  สินค้าของเค้ามันจะมีเสน่ห์กว่าที่อื่นตรงที่  เค้าสามารถปลูกมอส  ปลูกตะไคร่น้ำให้เกาะอยู่บนงานของเค้าได้เลย
.. แถมยังมีเทคนิคสามารถส่งออกได้  โดยที่มอสเหล่านั้นยังไม่เสียหายอีกด้วยนะครับอาจารย์ ”  …คุณโจ้อธิบาย

…เราเดินทางไปถึงร้านปู่หมื่นก็เป็นเวลาบ่ายแก่ๆ ผมเดินชมสินค้าในร้านที่จัดวางโชว์อยู่เพลินๆ ไปเรื่อยๆ
จนถึงส่วนท้ายของตัวร้าน  บริเวณนี้ทางร้านได้จัดทำเป็นส่วนเวิร์คช็อป  แสดงวิธีการปลูกมอส  และเพาะเชื้อตะไคร่ลงบนงานดินเผา  ให้ลูกค้าและนักท่องเที่ยวได้ชม…
…คุณโจ้บอกให้ผมช่วยลักจำ ดูวิธีที่เค้าปลูกมอสลงบนดินเผา เพื่อที่จะได้นำไปเป็นเทคนิคในการตกแต่ง    สปาที่กำลังจะเปิดใหม่แถวแม่แตง   ซึ่งส่วนตัวผมเองนั้นก็สงสัยมานานแล้วว่าเค้ามีเทคนิคการปลูกมอสกันอย่างไร

…เค้าก็นำเชื้อมอสมาละลายลงในกระป๋องน้ำใบเล็กๆ   ขนาดเท่ากับถังน้ำแข็งตามร้านข้าวต้ม..
…แล้วก็ตีให้เข้ากัน  ค่อยๆเติมเชื้อมอสลงไปทีละน้อย  จนน้ำในถังมีสีประมาณน้ำใบบัวบก แล้วเค้าก็หยดน้ำยาเร่งรากลงไปนิดนึง  จากนั้นก็เอาแปรงทาสีจุ่มน้ำละลายมอส   มาทาถูทาถู  มายีลงไป  เหมือนกับจะอัดให้เชื้อมอสลงไปอยู่ในรูพรุนเล็กๆ  ของเครื่องปั้นดินเผานั้น…

…ใบไหนที่เสร็จแล้ว ก็จะนำไปวางเรียงกันเป็นแถว  ในโรงเพาะ…ในโรงเพาะก็จะจัดให้เป็นพื้นที่โปร่งโล่งไม่มีหลังคาแสงแดดส่องลงถึง  ด้านบนก็ใช้สแลนกรองแสงแดดไว้  ต่ำลงมาก็มีท่อสปริงเกอร์  คอยพ่นน้ำ
เพื่อให้เกิดความชื้นในอากาศเป็นระยะๆ…

…เท่าที่ผมเรียนรู้จากขบวนการที่เค้าทำให้เห็น  โดยที่ไม่มีใครฃ่วยอธิบาย  ผมก็ว่าผมน่าจะกลับไปทดลองทำดูบ้าง  ใช้พื้นที่ทางเดินด้านหลังคุ้มฯ  เป็นแปลงสาธิต  ก็น่าจะได้เรื่องอยู่
…เนื่องจากด้านหลังของคุ้มกับด้านหลังของวัดเจดีย์หลวงนั้นติดกัน  จึงได้ใช้กำแพงวัดเจดีย์หลวง  เป็นกำแพงร่วมกันเรื่อยมา  กำแพงของวัดที่ว่ามานี้  อายุน่าจะมากกว่าร้อยปี  มีลักษณะเป็นกำแพงก่ออิฐถือปูน
แต่ปัจจุบันนี้  มอส  ตะไคร่น้ำ  เฟริน  ขึ้นกันอยู่ให้เพียบ  เพราะตรงนั้นมีความร่ม  ความชื้น  อุณหภูมิและแสงแดดเหมาะสมพอดี  จนมองดูราวกับว่ากำแพงนั้นปูด้วยพรมกำมะหยีสีเขียวสวยงาม  ผมเลยไม่ต้องไปหาเชื้อมอสที่ไหนให้ไกล ก็ขูดเอาจากกำแพงวัดนี้แหละ  เพื่อมาทดลองปลูกมอสบนเครื่องปั้นดินเผา…

…ผมกับคุณโจ้มาทัศนศึกษาอยู่ที่ร้านปู่หมื่นนี่  ก็นานโขอยู่ดูนาฬิกาก็ปาไปห้าโมงเกือบจะครึ่ง  ทางร้านเค้าก็จะปิดอยู่แล้วเราก็เลยต้องรีบเดินออกจากร้าน  โดยที่ไม่ได้อุดหนุนสินค้าของทางร้านเค้าเลยสักชิ้น

… สักพักเราสองคนก็กลับมาถึงคุ้มฯ
…หกโมงเย็นฟ้าก็มืดแล้ว ผมลงจากรถได้ก็บ้าเห่อไฟแรง รีบเดินจ้ำไปสำรวจมอสที่กำแพงคุ้มฯ และพื้นที่จัดเตรียมการทดลอง
…ผมมองเห็นไฟตรงแนวทางเดินด้านหลังคุ้มฯเปิดสว่างอยู่…ก็รู้ได้ทันทีว่าต้องมีคนอยู่ด้านหลัง
ผมเดินเลาะไปทางด้านข้างของตัวเรือน  พอเดินเข้าไปใกล้ถึงหัวมุมด้านหลัง  ก็ได้ยินเสียงคนตักน้ำอาบด้วยขัน  เสียงดังซู่ๆ  โดยปกติผมเองเป็นคนเดินฝีเท้าเบา  ผมก็เดินเข้าไปแบบเงียบๆ  เห็นลุงจุกแกยืนหันหลังนุ่งผ้าขาวม้าตักน้ำราดตัวอยู่   โดยที่แกไม่ได้ปิดประตูห้องน้ำ   แล้วแกก็เอี้ยวตัวหันหน้ามามองผม ทันทีที่แกหันมาเห็นผม แกก็แหกปากร้อง อ๊ากกก !! ..เสียงดังลั่นด้วยความตกใจสุดขีด  วินาทีนั้นผมเองก็ตกใจเล่นเอาสะดุ้งเข้าเหมือนกัน

” ผมเองครับ ผมเองครับลุง  ขอโทษทีที่ผมมาเงียบๆ  “..ผมยกมือขึ้นไหว้ลุงจุกแล้วกล่าวคำขอโทษ
แต่ลุงจุกแกก็ไม่ยอมหยุดแหกปากร้อง  แล้วแกก็พุ่งออกจากห้องน้ำวิ่งสวนกระแทกหัวไหล่ผมออกไป
อย่างที่ไม่กลัวผ้าขาวม้าหลุดเลย…ลุงจุกแกคงโดนผีที่นี่หลอกจนเสียขวัญ  อะไรนิดอะไรหน่อยแกก็จะหวาดผวาตกใจง่าย  ผมเองก็รู้สึกผิดนะ  ที่เดินเข้ามาแบบเงียบๆ รู้งี้ตะโกนทักแกซะหน่อย  ก่อนที่จะเดินเข้าไปก็น่าจะดีกว่า

…ลุงจุกแกไปนั่งตัวสั่นอยู่ตรงบริเวณที่นอนของแก  ป้าทองก็เอาผ้าห่มมาคลุมตัวให้  ทั้งๆ ที่ลุงจุกแกตัวเปียกๆ อย่างนั้น
…คุณโจ้ก็เดินเข้ามาถามด้วยความสงสัย  หลังจากที่ผมช่วยเก็บขันเก็บผ้าเช็ดตัว  ปิดไฟห้องน้ำแล้ว  ผมก็รีบเดินตามแกไป
…” ผมขอโทษนะลุง  ที่ทำให้ลุงตกใจ “.. ผมรีบกล่าวขอโทษลุงจุกอีกครั้ง  เพราะกลัวลุงแกจะโกรธ…
…ป้าทองแกก็ชงยาลม  มาให้ลุงจุกกิน…พอลุงจุกแกได้ซดยาลมไปได้หน่อย  แกก็เรียกสติกลับมาได้…แล้วแกก็หันมาพูดกับผมด้วยสุ่มเสียงที่แหบแห้งและสั่นเครือ…”  ผมไม่ได้ตกใจที่เห็นหัวหน้าเดินเข้ามาหรอกครับ ผมตกใจผู้หญิงที่ยืนอยู่ข้างๆ  หัวหน้าต่างหาก!!! ” …คุณโจ้ก็ถามกลับไปว่า ” ผู้หญิงที่ไหนลุงหัวหน้าเค้าเดินเข้าไปคนเดียวไม่มีใคร ”

…ลุงจุกแกก็เล่าให้พวกเราฟังว่า  ไม่ใช่คนแน่ๆ  แกเห็นเป็นผู้หญิงหน้าตาโบราณตัวเล็กๆ  ยืนคอเอียงๆ เท้าสะเอว   ตัวสูงแค่หัวไหล่ของกระผม  เส้นผมแห้งๆ  ปล่อยฟูยาวท่วมหลัง  ในปากคาบยาขี้โย ( ยาสูบแบบของพม่ามวนโตๆ )  ท่อนล่างนุ่งผ้าถุง  ท่อนบนเปลือยหน้าอกไม่มีผ้าปิดบัง  ถลึงตาจิกจ้องมองมายังลุงจุก
ราวกับว่าลุงจุกทำความผิดร้ายแรงอะไรอย่างนั้น  แล้วแกยังเล่าต่อไปอีกว่า…

…ตอนที่ลุงจุกวิ่งสวนออกมา  ผู้หญิงคนนั้นยืนตัวติดอยู่กับผม  ขวางทางด้านหนึ่งไว้  แกก็ต้องวิ่งเบียดออกมาในทางข้างที่แคบ  พอวิ่งผ่านออกมาได้นิดเดียว  ผู้หญิงคนนั้นก็ยังเอื้อมมือตามมาจับไหล่ลุงจุกอีก  มิน่าล่ะ ตอนที่แกวิ่งออกมา  แกถึงได้วิ่งชนกระแทกผมออกไปอย่างแรง

ฟังเรื่องของลุงจุกเล่าถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาเมื่อกี้นี้  ผมก็ย้อนกลับไปคิดถึงตอนที่ผมกำลังเก็บเครื่องอาบน้ำของลุงจุกที่กระจายเกลื่อนกราดในห้องน้ำ  ตอนนั้นผมเองก็รู้สึกหวาดๆ  เสียวสันหลังอยู่เหมือนกันนะ  แต่ถ้าผู้หญิงคนนั้นนึกสนุก  มาปรากฎร่างให้ผมเห็นด้วยล่ะก็  มีหวัง…ผมคงต้องช็อคสลบหลับอยู่ตรงนั้นแน่ !!!!!จะว่าไป เราก็ห่างเรื่องผีๆนี้มาก็หลายเดือนแล้วนะ  มาเจอกันอีกที   ก็เห็นเป็นตัวๆชัดๆกันเลย   แต่ก็นับว่าโชคดีที่ผมไม่ได้เห็นเอง

…หลังจากวันที่ลุงจุกแกโดนผีหลอกเข้าไปอย่างเต็มเปา   ผ่านมาหลายสัปดาห์   พวกเราก็ไม่ได้เจอผีหลอกกันอีก   ไม่มีผีหลอก   ชีวิตก็รู้สึกดี๊ดี  พวกเราก็ทำงานทำการกันไปตามปกติ

…จนอยู่มาวันหนึ่งผมกับคุณโจ้ก็ไปนั่งกินเหล้ากินเบียร์กันตามประสาหนุ่มโสด  นั่งดื่มนั่งกินกันจนร้านปิดนั้นแหละครับ   ถึงจะได้ฤกษ์ย้ายก้นกลับไปนอน .. พอเรากลับกันมาถึงคุ้มฯ  คุณโจ้แกก็รีบชิงเข้าห้องน้ำก่อนเลย   ผมจึงต้องนุ่งผ้าขนหนูยืนคอย  ขณะที่ผมคอยคุณโจ้อยู่นั้น  ได้ยินเสียงน้ำจากกาน้ำร้อนเดือด  ก็ไม่รู้เสียบปลั๊กทิ้งไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่   ผมก็เลยเดินไปถอดปลั๊กออก   จากนั้นอารมณ์นึกอยากกินกาแฟก็บังเกิดขึ้น ผมจึงได้ชงกาแฟร้อนๆ   มาซดแก้เซ็งสักหนึ่งแก้ว  แล้วก็แกะหนังสติ๊กที่รัดผมออก  ปล่อยเส้นผมใ ห้ฟูฟ่องไปตามเรื่อง   แล้วก็ออกไปยืนตากลมหน้าระเบียงด้านนอกทั้งที่นุ่งผ้าขนหนูผืนเดียว  มียุงบินเป็นเพื่อนอยู่สักสองสามตัว  แก้วกาแฟก็วางไว้ที่ราวระเบียง   มือหนึ่งก็คีบบุหรี่    มองออกไปทางถนนราชดำเนิน         ( ปัจจุบันเป็นถนนคนเดินในวันสุดสัปดาห์ )   อาศัยแสงสว่างจากหลอดไฟ  40 วัตต์แสงเหลืองอ่อน  ที่อยู่เหนือหัวผมเพียงหลอดเดียว   ดูเป็นภาพที่แสนจะโรแมนติคซะเหลือเกิน  แต่อาจจะในสายตาของผมคนเดียวนะ 555

…ผมก็ทอดสายตามองออกไปที่ถนนหน้าคุ้มฯ  จิบกาแฟบ้างสูบบุหรี่บ้างสลับๆ กันไปเพลินๆ  รอห้องน้ำว่าง จะได้อาบน้ำนอนสักที
…เหม่อมองอะไรอยู่เพลินๆ  ก็เห็นคนสองคนเดินคุยกันมา  ตะคุ่มตะคุ่ม  เสียงคุยหยอกล้อกันมา  ก็เข้าใจได้ว่าเป็นเสียงผู้หญิง  …มิ ทั น ไ ร !!!
…หญิงสาวทั้งสองแหงนหน้ามองขึ้นมาบนระเบียง  ทั้งคู่ต่างพากันหวีดร้องเสียงดังลั่น เหมือนคนเสียสติ  แล้วก็วิ่งหกล้มหกลุก  ย้อนกลับไปทางเดิมอาการของหญิงสาวทั้งสองยิ่งพาให้ผมเองรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันที นึกในใจ   ตายห่าละ  มีผีมายืนอยู่ข้างๆเราอีกรึป่าว ..  เล่นเอาซะผมแทบส่างเมา

…เผอิญในจังหวะเดียวกันนั้น  คุณโจ้ก็เดินออกมาตามผมให้ไปอาบน้ำ  ผมจึงได้เล่าเหตุการณ์ที่ผมได้เจอมาเมื่อตะกี๊ให้คุณโจ้ฟัง
…เมื่อคุณโจ้ได้ฟังเรื่องจนจบ  คุณโจ้ก็นิ่งอึ้งอยู่สักพัก  ผมจึงได้เอ่ยถามคุณโจ้ว่า
…” แล้วเมื่อตะกี๊คุณโจ้  เห็นอะไรแว๊ปๆ อยู่ข้างๆ อาจารย์รึป่าว ? ” …คนโจ้ก็ตอบกลับผมมาว่า..
…” ผมว่านะ  ดูจากสภาพแล้ว  ผู้หญิงสองคนนั้นเค้าน่าจะตกใจกลัวอาจารย์มากกว่านะ ”
ถ้าเป็นผมเองเดินอยู่ข้างล่างแล้วมองขึ้นมา  เห็นอาจารย์ในสภาพนี้  เวลาอย่างนี้  ผมก็วิ่ง …คุณโจ้พูดจบ ก็หัวเราะ   …แล้วเราสองคนก็รีบเข้านอนกัน…

…และแล้วการใช้ชีวิตที่ปะปนอยู่กับผีสาง ก็ผ่านไปอีกวัน…ไม่รู้พรุ่งนี้  มะรืนนี้  เราจะพบเจอกับเรื่องอะไรอีก…

————————————————————————————————–

โปรดติดตามตอนต่อไป

พราหมณ์เมศ
อ.พราหมณ์เมศ วาสุเทพ

…เรื่อง ” ผีที่คุ้มเจ้าหลวงฯ “…ยังไม่จบนะครับ ทั้งคนและผีที่นี่ จะหาทางออกเพื่ออยู่ร่วมกันได้อย่างไร

…ผมเองขอยืนยันว่าเรื่องนี้ ไม่ใช่นิยายที่ถูกแต่งขึ้นมาเพื่ออ่านเล่นสนุกๆ  แต่ทั้งหมดคือประสบการณ์จริงที่ผมได้พบเจอ
…ทั้งสถานที่ ช่วงเวลาที่เกิดเหตุ และบุคคลที่ได้กล่าวถึง  ก็ล้วนแล้วแต่มีตัวตนจริงทุกคน  เพียงแต่ผู้เล่าได้ใช้นามสมมุติเท่านั้น

Link : ผีคุ้มเจ้าหลวง ตอนที่ 4

( link ตอนที่ผ่านมา ผีคุ้มเจ้าหลวง ตอนที่ 2 )

Share good thing with:

Leave a Reply