สังคมทุกวันนี้ เป็นสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เร็วมากถึงมากที่สุด แต่สิ่งที่เหมือนเดิม คือ มนุษย์ ในอดีตตั้งแต่มีมนุษย์เกิดมา ตั้งแต่ 50,000 ปีที่ผ่านมา วิวัฒนาการของมนุษย์ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นศักยภาพในร่างกาย สมอง หรืออวัยวะต่างๆ เรียกได้ว่า Hardware เหมือนเดิม ที่เพิ่มเติมมาทุกวันนี้ คือ อะไรphilosophy

สิ่งที่เพิ่มเติม คือ กลไกของกิเลสที่ซับซ้อนขึ้น สมัยก่อนมีกิเลสมั้ย ตอบได้ว่า มี แต่ซับซ้อนเท่านี้มั้ย ตอบได้ด้วยตัวเองว่าไม่อย่างแน่นอน ดูง่ายๆ เราเรียกร้องกันเหลือเกินเรื่อง คอรัปชั่น โกงกิน การทุจริต ต่างๆนานา ไม่อยากได้ไม่เอา แต่สังคมมันเอื้อให้เราอยู่ได้โดยไม่ต้องมีเงินมั้ย ไม่ได้ไง มันย้อนแย้ง จะทำบริษัทเปิดร้าน ถามจริงระบบเค้าสอนให้เราสุจริตหรือหัดให้เราหลบเลี่ยงอย่างมีชั้นเชิงกันแน่ นี่ก็ตอบได้แล้วมั้ยว่ามันซับซ้อน กิเลสมันตัวเดิม แต่แค่วันนี้ไม่ได้มีที่หน้าบ้านปลูกผักขายเลี้ยงไก่ไว้กินเหมือนเมื่อก่อน ยังไม่รวมถึงเรื่องอื่นๆ อีกมามายที่เห็นได้ตามหน้าข่าวประจำวัน 

ที่มันเป็นแบบนี้ อยู่ๆ มันคงไม่สามารถเป็นขึ้นมาได้ มันก็เริ่มจากคน มันก็เป็นความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์อย่างที่ มาสโลว ได้ว่าไว้ แต่การควบคุมอารมณ์ การควบคุมความรู้สึกต่างๆ มันลดลง ไม่ใช่เพราะไม่มีศีล ไม่มีศาสนาอะไรหรอก มันไม่มีสามัญสำนึกตั้งแต่ต้นแล้ว ในสมัยโบราณเอาตั้งแต่ยังไม่มีศาสนาพุทธละกัน ทำไมมันวุ่นวายน้อยกว่าล่ะ มันไม่ใช่เพราะคนเหล่านั้นรู้จักธรรมชาติเหรอ รู้ผิดชอบชั่วดี รู้ที่มาของรากเง้าวงศ์ตระกูล มันก็ไม่อยากจะทำผิดกันแล้ว ถึงไม่มีกฎหมาย ไม่มี พรบ. เยอะขนาดนี้ มันก็ไม่อยากจะทำ ผิดมาทีตายยกวงศ์ เอามั้ยล่ะ พอไม่มีใครเอาเค้าก็สอนลูกสอนหลานให้มันถูกมันควร อะไรที่มนุษย์ไม่ควรทำต่อกันก็สอนก็สั่งกันมา สิ่งที่สอนก็ไม่มีอะไรยาก ถ้าคนสมัยนี้ก็เรียกหรูๆ ว่า ปรัชญา และมีแต่คนบ้าหรือพูดไม่ค่อยรู้เรื่องเค้าไปเรียน อะไรอย่างนี้มั้ย เฮ้ยๆๆ มันใช่เหรอ

สมัยก่อนมันก็เป็นแนวความคิดในการใช้ชีวิตปกติ เหมือนที่พระพุทธเจ้าท่านสอนมานั่นล่ะ พอลงพระไตรปิฎกก็เรียกันว่าธรรมะ เดี๋ยวนี้ กิเลสมันหนัก ก็มีธรรมะชั้นสูง ชั้นกลางชั้นล่าง ชั้นใต้ดิน อะไรก็ว่ากันไป หนักเข้าก็สายนั้นดีกว่าสายนี้ ก็ว่ากันไป ก็ไม่รู้ว่าลืมกันไปรึเปล่าว่าการตัดสินมันเป็นกิเลสอย่างง่ายตัวนึงที่เห็นได้ชัด

มนุษย์หาสิ่งยึดเหนี่ยวให้กับตัวเองเสมอ  แต่ก็ต่างกันไปตามแต่ประโยชน์ส่วนตน  เพราะจริงๆ แล้วเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าว่าอะไร คือ ถูก อะไร คือ ผิด อะไร คือสิ่งที่เราชอบ จนกระทั่งเราได้ทำมันจนมีผลออกมาถ้าใช่ตามที่ต้องการก็ว่าดีไป แต่จะพอใจหรือไม่พอใจก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

หลายๆ สำนักจึงเห็นประโยชน์ต่างๆ ของการยึดเหนี่ยวที่เป็นธรรมชาติของมนุษย์  จึงมีหลักสูตรต่างๆ มากมาย เปิดมารองรับยุคแห่งการแสวงหาอย่างหนักหน่วงเช่นนี้  ไม่ว่าจะเป็นปุถุชนทั้งหลายที่ใฝ่หาความมั่งคั่ง ร่ำรวย การเป็นที่ยอมรับ หาลาภสักการะต่างๆ หรือแม้แต่ผู้ฝึกตนทั้งหลายที่แสวงหาการหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง

หลายสำนักก็ต้องทำโปรไฟล์ล่อหลอกให้ดูน่าไว้วางใจ เพื่อที่เมื่อใดเจ้าหลงมาเข้าสังกัดแห่งข้า เจ้าจะได้วางใจในตัวข้าฯ ได้

ซึ่งมันต่างจากสมัยก่อนมากมาย ปัจจุบันคนยิ่งหลง ก็โดนคนลวงล่อหลอกให้หลงเพิ่มขึ้นยิ่งๆ ขึ้นไป

800px-Highway_A4_Katowice

จริงๆ มันก็ คือ แค่การกลับไปเข้าใจตัวเอง แค่วิถีที่ต่างกัน ถ้าทุกวิถีคือ ทางสายกลาง ที่จะถึงจุดหมายสุดท้ายที่ได้ความสงบ ลดละกิเลส เป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นอยู่บนวิถีที่ต่างกันไปนั้นจะว่ายังไง ก็ถนนมันมี 40 เลน หลักๆ ไม่รวมทางย่อย ถ้าไปทางไหนแล้วไม่ลงข้างทางมันก็ทางสายกลางใช่มั้ย และทางไหนก็ถึงใช่รึเปล่า…ลองคิดกันดูเล่นๆ ละกัน

Share good thing with:

olandiary

ชีวิตคือความหลากหลายในทุกมิติที่ลงตัว

Leave a Reply

%d bloggers like this: